ปัจจัยเสี่ยงในสิ่งแวดล้อมที่จะทำลายเลนส์ตาและทำให้เกิดต้อกระจกและจอประสาทตาเสื่อม ได้แก่ แสงยูวี บุหรี่ รวมทั้งขาดสารอาหารบางชนิด ซึ่งจากการวิจัยผักและผลไม้ในธรรมชาติช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคต้อกระจก และจอประสาทตาเสื่อม ได้แก่ สารแอนติออกซิแดนท์ (วิตามินซี อี เบตาแคโรทีน แคโรทีนอยด์ ลูทีน ซีแซนทีน) สังกะสี และไบโอเฟลโวนอยด์ สารแอนติออกซิแดนท์ เช่น วิตามินอีและซีช่วยลดอันตรายจากอนุมูลอิสระในแสงแดดที่ทำลายจอตา
ผู้ที่รับประทานอาหารที่มีสารแคโรทีนอยด์สูง ลดความเสี่ยงการเกิดจอประสาทตาเสื่อมได้ถึง 43% สารแคโรทีนอยด์ช่วยกรองแสงที่จะทำลายจอประสาทตา นอกจากนี้ ยังมีรายงานการวิจัยของสถาบันตาแห่งชาติในสหรัฐอเมริกา (The National Eye Institute) ว่าการเสริมวิตาวินอีร่วมกับสังกะสีในผู้ที่อายุ 55 ปีขึ้นไป จะช่วยลดความเสี่ยงตาบอดจากจอประสาทตาเสื่อมได้
เบตาแคโรทีน เป็นสารอาหารที่ร่างกายเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ ซึ่งช่วยในการมองเห็นในที่มืด และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพตา
ลูทีน (Luteine) และซีแซนทิน (Zeaxanthin) เป็น สารแคโรทีนอยด์ชนิดหนึ่งมีสีเหลือง พบมากในพืชผักที่มีสีเหลืองและสีเขียวเข้ม เช่น ผักกาด ผักปวยเล้ง คะน้า ผักโขม ลูทีนและซีแซนทิน ยังเป็นสารธรรมชาติที่พบมากในตาบริเวณจุดรับภาพและจอประสาทตา ทำ หน้าที่ช่วยกรองหรือป้องกันรังสีจากแสงแดดที่เป็นอันตรายต่อดวงตา ช่วยปกป้องเซลล์ของจอประสาทตาไม่ให้ถูกทำลายโดยการลดอนุมูลอิสระและกรองแสง สีน้ำเงินที่จะทำลายดวงตา ร่างกายจำเป็นที่จะต้องได้รับ สารลูทีนจากอาหาร แต่สารซีแซนทินนอกจากจะได้จากอาหารส่วนหนึ่งแล้ว ร่างกายสามารถเปลี่ยนสารลูทีนในตาไปเป็นสารซีแซนทินได้ ปริมาณลูทีน 6 ม.ก./วัน จะช่วยลดความเสี่ยงจอประสาทตาเสื่อมถึงร้อยละ 50 ดังนั้นผู้ที่บริโภคผักผลไม้หลากหลายสีมาเป็นประจำจะได้รับสารแอนติออกซิ แดนท์ ช่วยต้านอนุมูลอิสระและลดความเสี่ยงโรคจอประสาทตาเสื่อม
วิตามินซี ในส่วนเรตินาของตาจะมีความเข้มข้นของวิตามินซีสูง วิตามินซี ช่วยลดอนุมูลอิสระและขจัดโปรตีนส่วนที่ถูกทำลายจากเลนส์ตา ป้องกันการเกิดต้อกระจก อาหารที่มี
วิตามินซีสูงได้แก่ ส้ม ฝรั่ง มะละกอสุก แคนตาลูป กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ ถั่วงอกดิบ พริกหวาน มะเขือเทศ เป็นต้น
ไบโอเฟลโวนอยด์ พบในผลไม้ที่มีสีมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระไบโอเฟลโวนอยด์ ชนิดที่เรียกว่าสารแอนโธไซยานิดินพบมากในผลไม้ที่มีสีน้ำเงินหรือม่วงเข้ม เช่นบิลเบอร์รี่ องุ่นแดง และแครนเบอร์รี่ ช่วยป้องกันอนุมูลอิสระทำอันตรายให้กับเลนส์ตาและสร้างความแข็งแรงให้กับสาร คอลลาเจน ซึ่งเป็นโครงสร้างของบริเวณกระจกตา (cornea) และเส้นเลือดฝอยในตา
บิลเบอร์รี เป็นพืชสมุนไพรใช้มาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วยให้สายตาทำงานในที่มืดดีขึ้น ในทศวรรษ 1960 นักวิจัยชาวฝรั่งเศสพบว่าสารแอนโธไชยานิดินส์สกัดจากบิลเบอร์รีช่วยให้สายตา ทำงานดีขึ้นในที่มืด และมีความไวในที่มีแสงน้อยๆ ดีกว่า
ปัจจัยเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อมที่จะทำลาย เลนส์ตาและทำให้จอประสาทตาเสื่อม นั้น เป็นสิ่งที่สามารถปรับเปลี่ยนได้โดยการใช้แว่นกันแดดที่สกัดกั้นแสงยูวี เลิกสูบบุหรี่ และบริโภคผักผลไม้ที่มีสารแอนติออกซิแดนท์ สารแคโรทีนอยด์ และสารแอนโธไซยานิดินส์สูง การบริโภคผักและผลไม้ วันละ 5-9 ส่วน จะช่วยลดความเสี่ยงต้องกระจกและจอประสาทตาเสื่อมในผู้ที่มีอายุ
โดย อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ ที่ปรึกษาด้านวิชาการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ