โรคกระเพาะอาหาร

คำว่า “โรคกระเพาะอาหาร” นี้เป็นคำที่ทุกคนรู้จักกันดีบางท่านกำลังเป็นโรคนี้ และกำลังรักษาอยู่

ตามความหมายที่แท้จริงทางการแพทย์แล้ว โรคกระเพาะอาหาร หมายถึงการมีแผลที่เยื่อบุกระเพาะหรือมีแผลที่เยื่อบุลำไส้ส่วนต้น

อาการและอาการแสดงของโรคกระเพาะมีดังนี้

1.อาการปวดท้องจะปวดบริเวณลิ้นปี่ ปวดแบบแสบ หรือจุกแน่น ถ้าเป็นแผลในกระเพาะมักปวดหลังจากรับประทานอาหารแล้วประมาน 2-3 ชั่วโมง บางครั้งอาจปวดท้องกลางดึกได้
2.มี อาการถ่ายอุจจาระดำและซีด บางครั้งโรคกระเพาะแทนที่จะมีอาการปวดท้องดังกล่าง อาจจะมีการถ่ายอุจจาระดำ และซีดกว่าปกติ อุจาระดำที่ว่านี้มีลักษณะเฉพาะคือ สีดำเหลวคล้ายยางมะตอย แต่กลิ่นเหม็นมาก การที่มีถ่ายสีดำ และซีดลงแสดงถึงมีเลือดออกจากแผล โรคกระเพาะบางรายเลือดออกมากจนอาเจียนออกมาเป็นเลือดสดๆ หรือความดันตกจนช๊อคได้ ต้องรีบปรึกษาแพทย์ทันที
3.มี อาการอาเจียนหลังอาหาร ซึ่งบ่งถึงเป็นแผลเรื้อรังจนทางออกของกระเพาะอุดตัน ทำให้อาหารที่ทานเข้าไปมีการคั่งค้างในกระเพาะ เมื่อมากเข้าก็อาเจียน ทั้งนี้ส่วนมากมักเป็นตอนเย็น ถ้าอาการเป็นมากต่อมามักจะอาเจียนหลังอาหารทุกมื้อได้
4.มี อาการปวดท้องทั่วไปรุนแรง เนื่องจากแผลโรคกระเพาะทะลุ ทำให้เยื่อบุช่องท้องอักเสบ อาการปวดท้องจะแตกต่างไปจากเดิม คือ แทนที่จะปวดปริเวณลิ้นปี่ และปวดไม่รุนแรงและมีไข้สูง

กล่าวโดยสรุปคือ ถ้าท่านมีอาการปวดท้องบริเวณลิ้นปี่หรือถ่ายอุจจาระดำหรือซีดหรือมีอาเจียน หลังอาหาร หรือปวดท้องรุนแรงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือปวดพร้อมกัน แสดงว่าท่านอาจเป็นโรคกระเพาะ และมีอาการแทรกซ้อนของโรคโปรดอย่างนิ่งนอนใจท่านควรปรึกษาแพทย์เพื่อจะได้ รับการรักษาที่เหมาะสมและทันท่วงทีต่อไป

สำหรับกรณีผู้ป่วยมีอาการปวดท้องบริเวณ ลิ้นปี่แบบแสบๆ หรือจุกแน่นก่อนหรือหลังอาหาร หรือตอนดึกๆ ซึ่งเป็นแผลในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็กส่วนต้น ที่ยังไม่มีโรคแทรกให้ปฏิบัติตัวดังนี้
- พยายามทำจิตใจและอารณ์ปลอดโปร่งตลอดเวลาเพราะความตึงเครียด อารณ์ไม่ดีเป็นสาเหตุที่สำคุญที่สุดของโรคกระเพาะ
- พยายามนอนหลับให้เพียงพอ และในช่วงก่อนนอนพยายามทำจิตใจให้สบาย หากก่อนนอนมีอารณ์ขุ่นมัวการนอนหลับจะไม่สนิท สมองจะไม่ได้พักผ่อนเท่าที่ควรกรณีเช่นนี้จะทำให้กรดหลั่งในกระเพาะมากจนกัด เยื่อบุกระเพาะให้เป็นแผลได้
- ควรงดเหล้าและบุหรี่ เหล้านอกจากจะกัดเยื่อบุกระเพาะแล้วยังกระตุ้นให้ให้มีกรดมากขึ้นด้วย ส่วนบุหรี่นั้น จะทำให้มีกรดในกระเพาะเพิ่มขึ้นได้ อาหารที่มีรสจัด เช่น เผ็ดจัด หรือเปรี้ยวจัดควรงดชั่วคราว
- ควรกินยาจำพวกเคลือบกระเพาะเช่น อาลัมมิ้วค์ เป็นต้น ให้กินก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง ทั้ง 3 มื้อและก่อนนอนอีกมื้อหนึ่ง

หากท่านปฏิบัติตามวิธีดังกล่าวแล้วอาการปวดท้องยังไม่หายไป หรืออาการแทรกอื่นๆ มากขึ้นควรปรึกษาแพทย์จะดีที่สุด

ข้อแนะนำในการปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยโรคกระเพาะ

โรคกระเพาะเป็นโรคที่รักษาให้หายได้ แต่ขณะเดียวกันก็มีโอกาสจะเป็นซ้ำอีกได้เช่นกันและบางครั้งถ้าได้รับการดูแล รักษาไม่ดีพออาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงได้ เช่นมีเลือดออกจากแผลโรคกระเพาะ มีการอุดตันของกระเพาะ หรือมีกระเพาะทะลุ ซึ่งอาจรุนแรงถึงแก่ชีวิต
ฉะนั้นความตั้งใจในการรักษา แลการปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยโรคกระเพาะจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง
เพื่อให้โรคกระเพาะที่เป็นหายเร็ว และป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน หรือเกิดเป็นซ้ำท่านควรปฏิบัติตัวดังนี้
- เกี่ยวกับอาหารการกิน ท่านควรรับประทานอาหารให้เป็นเวลา ในระหว่างที่กำลังมีอาการปวดท้องบ่อยๆ อาหารที่รับประทานควรเป็นอาการอ่อน และรับประทานบ่อยครั้งขึ้นให้หลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ด และหลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ด และหลีกเลี่ยงอาหารว่างมื้อก่อนนอนที่ไม่จำเป็น เพราะจะเป็นการกระตุ้นกรดในกระเพาะให้สูงขึ้นขณะกำลังหลับ
- ยาที่ควรหลีกเลี่ยง เนื่อง จากมียาหลายประเภททำให้เกิดแผลในกระเพาะ หรือทำให้โรคกระเพาะกำเริบขึ้นและมีเลือดออกได้ ยาที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่งคือ ยาในกลุ่มแก้ปวด แก้อักเสบ ได้แก่ยาแสไพริน เป็นต้น ยาแก้ปวดที่ปลอดภัยที่มีแพร่หลายในท้องตลาดคือ ยาพาราเซทตามอล ฉะนั้นถ้าท่านจำเป็นต้องใช้ยากลุ่มแก้ปวด แก้อักเสบอื่นนอกเหนือจากนี้ควรปรึกษาแพทย์เสียก่อน
- ให้หลีกเลี่ยงการดื่มเหล้าและบุหรี่ เพราะจะทำให้โรคกระเพาะกำเริบได้
- ต้องตั้งใจและสม่ำเสมอในการรับประทานยารักษาโรคกระเพาะ ข้อนี้สำคัญมาก แต่ในขณะเดียวกันท่านต้องรับประทานยาให้ถูกวิธีด้วย ยาลดกรดในกระเพาะนั้นมีอยู่ 2 ชนิด คือ ชนิดน้ำและชนิเม็ดในที่นี้ต้องหมายถึงยาเคลือบกระเพาะเท่านั้น
แผลที่กระเพาะหากมีการเจ็บปวดก็จะทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนได้เหมือนกัน ควรรับประทานยาจำพวกลดกรดในกระเพาะอาหาร อาการปวดท้องจากแผลในกระเพาะก็จะบรรเทาทำให้อาการคลื่นไส้อาเจียนหายไปด้วย
- อาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมกับอาหารอื่นๆ ที่ค่อนข้างรุนแรง เช่น มีไข้สูง ปวดท้องมาก กดเจ็บที่บริเวณหน้าท้อง กล้ามเนื้อหน้าท้องแข็งเกร็งหรือพบว่ามีอาการบิดของลำไส้ มีลมวิ่งเป็นลูกๆ และมีอาการปวดเป็นพักๆ อาการเหล่านี้แสดงว่ามีความผิดปกติของอวัยวะในช่องท้อง ถ้าอาการไม่รุนแรง คือ คลื่นไส้ อาเจียนเพียง 2-3 ครั้ง ไม่มีไข้สูง แล้วอาการค่อยๆ บรรเทาอาการดังกล่าวอาจเป็นอาการของกระเพาะลำไส้อักเสบจากเชื้อไวรัสก็ได้ หรือจากอาหารเป็นพิษก็ได้ ถ้ายังพอรับประทานอาหารและยาได้ควรรับประทานอาหารร้อนๆ ย่อยง่ายๆ ดีขึ้นก็ไม่จำเป็นต้องไปหาแพทย์ แต่หากอาการทวีความรุนแรงขึ้นทุกที มีอาการปวดท้องมากขึ้น มีหน้าท้องเกร็งมากขึ้น และอาเจียนบ่อยมากขึ้นควรงดรับประทานอาหาร และยาทุกชนิด และรีบไปปรึกษาแพทย์จะปลอดภัยที่สุด

ขอบคุณที่มา โรงพยาบาลลานนา