
เมื่อหมอบอกว่า “คุณเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง”
คงเป็นคำพูดที่ไม่มีใครอยากได้ยิน แตาหากต้องเผชิญกับมัน จะทำอย่างไรดี?
การที่เราได้รับรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างไม่คาดฝัน โดยธรรมชาติของคนแล้วหากเป็นข่าวร้ายหรือข่าวที่ไม่เป็นมงคล ปฏิกิริยาแรกที่เกิดขึ้น คือ ความรู้สึกต่อต้าน ไม่ยอมรับ ซึ่งจะเป็นอยู่ระยะหนึ่งส่วนจะนานหรือเร็วแค่ไหนขึ้นกับความสามารถในการปรับสภาพจิตใจของแต่ละคน หลังจากนั้นก็เข้าสู่ระยะที่สองคือ การยอมรับ หลายคนยอมรับและตั้งหลักพร้อมจะต่อสู้กับปัญหา แต่หลายคนยอมรับพร้อมกับความหดหู่ ท้อแท้ และสิ้นหวัง อยากจะให้กำลังใจกับคนที่เป็นโรคนี้ว่า หากจะเป็นโรคร้ายแรงสักโรคหนึ่งเช่นโรคมะเร็งแล้วแล่ก็ มะเร็งของต่อมน้ำเหลืองถือเป็นมะเร็งที่มีโอกาสที่จะรักษาให้หายขาดได้ค่อนข้างสูงในอันดับต้นๆ การรักษาไม่ยากลำบากนัก และมีวิธีการรักษาให้เลือกหลากหลาย ดังนั้นอย่าเพิ่งจนมุม วิธีการแก้ไขยังเป็นสิ่งที่ไม่สุดวิสัย
ต่อมน้ำเหลืองอยุ่ที่ไหนบ้าง?
ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับต่อมน้ำเหลืองก่อน ต่อมน้ำเหลืองเป็นแหล่งที่อยู่ของเม็ดเลือดขาวกลุ่มหนึ่งที่รวมเรียกว่า ลิมโฟไซด์ (lymphocyte) ทำหน้าที่เกี่ยวกับการสร้างภูมิต้านทานของร่างกายเรา ซึ่งโดยปกติแล้วจะมีทั่วร่างกาย ทั้งภายนอก (ลำคอ รักแร้ และขาหนีบ) และภายใน (ในช่องอก และช่องท้อง)อย่างไรก็ตามในภาวะปกติต่อมน้ำเหลืองเหล่านี้จะมีขนาดเล็กมากจนเราไม่สามารถคลำได้ ต่อมน้ำเหลืองอาจโตขึ้นในภาวะต่างๆได้หลายอย่าง เช่น ภาวะติดเชื้อ (มักจะมีไข้)ภาวะภูมิต้านทานผิดปกติ และภาวะเนื้องอกหรือมะเร็ง ซึ่งอาจเป็นมะเร็งของต่อมน้ำเหลืองเอง หรือเป็นมะเร็งจากที่อื่นจากที่อื่นกระจายมาที่ต่อมน้ำเหลือง
ดังนั้นหากคุณมีต่อมน้ำเหลืองโตขึ้นสิ่งหนึ่งที่ต้องหาคำตอบก่อนคือ มันโตขึ้นจากสาเหตุใด บางคนก็หาตำตอบได้ง่ายๆ แต่กับบางคนก็ยากมาก อาจถึงกับต้องผ่าตัดใหญ่เพื่อเอาต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ภายในออกมาตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงเพื่อหาแนวทางการรักษาต่อไป ซึ่งโดยทั่วไปแล้วหากจะให้การวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองจะต้องได้ชิ้นเนื้อไปตรวจเสมอ การตรวจบางคนอาจใช้เวลาเพียง 2-3 วัน แต่ในบางคนต้องมีการย้อมพิเศษเพิ่มเติม เนื่องจากมีลักษณะบางอย่างก้ำกึ่งที่จะให้การวินิจฉัย ซึ่งอาจต้องใช้เวลารอผลนานถึง 2 สัปดาห์ เป็นต้น ดังนั้นอยากขอให้ข้อมูลกับเหล่าวัยรุ่นทั้งหลาย บางครั้งสงสัยว่าหมอไปทำอะไรที่ไหนมา ถึงใช้เวลาในการตรวจวินิจฉัยโรคนาน ก็อย่างที่เล่าให้ฟังหากต้องการความมั่นใจแน่นอน มีความผิดพลาดน้อยที่สุดก็ต้องตรวจให้ถี่ถ้วน การที่จะบอกว่าใครสักคนหนึ่งเป็นโรคมะเร็ง ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก การรักษาต่อจากนี้จะไม่ใช้ยาธรรมดาพื้นๆที่ใช้กัน แต่เป็นยาที่มีอำนาจการทำลายล้างสูง และมีผลข้างเคียงมาก เพียงแค่ปลายปากกาไม่กี่ประโยคอาจทำให้แผนการรักษาและเป้าหมายของการรักษาของแพทย์เปลี่ยนไปจากฟ้าเป็นเหวเลยก็ได้ จึงต้องใช้ความรอบคอบพอสมควรครับ
มะเร็งของระบบเลือดถือเป็นมะเร็งที่พบมากในอันดับต้นๆของประเทศไทย โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ก็ถือเป็นมะเร็งอันดับต้นๆ ของมะเร็งทางระบบเลือด จึงพบได้ค่อนข้างบ่อย และจะว่าไปแล้วเท่าที่สังเกตดูมีแนวโน้มว่าจะเป็นในคนที่มีเศรษฐานะยากจนมากกว่าคนที่ร่ำรวย อาจมีหลายปัจจัยเป็นตัวกำหนด เช่น การถูกกระตุ้นจากภาวะติดเชื้อเรื้อรัง เป็นๆหายๆ ตัวอย่างที่พบบ่อยคือ เอ็ป สไตล์ บาร์ ไวรัส (Epstein Barr virus)ซึ่งมีความสัมพันธ์กับมะเร็งต่อมน้ำเหลืองกับมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดหนึ่งที่เรียกว่า เบอร์กิต ลิมฟ์โฟมา (Burkitt’s lymphoma)ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV virus)พบว่าทำให้มีอุบัติการณ์ของการเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเพิ่มขึ้นเช่นกัน ภาวะทางโภชนาการที่เป็นส่วนเสริมให้ภูมิต้านทานแข็งแรงดีหรือไม่ดี สิ่งแวดล้อมก็มีส่วน เช่น อยู่ในท้องที่มีสภาพแวดล้อมเป็นพิษ มีสารเคมี ยาฆ่าแมลง น้ำมันเบนซิน เป้นต้น นอกจากนี้ลักษณะทางพันธุกรรมก็มีส่วนกำหนดเช่นกัน แม้ว่าจะไม่ทั้งหมด แต่จะเห็นว่าคนที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งชนิดใดชนิดหนึ่งก็จะทำให้คนอื่นๆมีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งสูงขึ้นด้วย
ลักษณะอย่างไร สงสัยว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง
อย่างที่กล่าวในตอนต้นว่าต่อมน้ำเหลืองของคนเราทุกคนโดยปกติแล้วจะมีทั่วตัว แต่จะไม่ใหญ่จนกระทั่งเราสามารถคลำได้ ดังนั้นหากคลำก้อนที่มีลักษณะกลมๆ หรือรีๆ ในตำแหน่งของต่อมน้ำเหลืองเช่น ที่คอ รักแร้ ขาหนีบ ก็ให้สงสัยว่าอาจเป็นต่อมน้ำเหลืองที่โตขึ้นมา ซึ่งต่อมน้ำเหลืองมักจะค่อนข้างนุ่ม เวลากดมักจะรู้สึกเจ็บ หากเป็นเนื้อร้าย ซึ่งเป็นได้ทั้งมีต้นกำเนิดจากต่อมน้ำเหลืองเองหรือจากที่อื่นกระจายมาที่ต่อมน้ำเหลือง พวกนี้มักจะมีลักษณะที่ค่อนข้างแข็ง กดมักจะไม่เจ็บ
วิธีพิสูจน์ว่าเป็นโรคอะไร ทำได้หลายอย่าง เช่น ดูว่ามีอาการบ่งชี้ว่าจะมีการติดเชื้อ ตรวจเลือดบางอย่างที่อาจบ่งชี้ว่าเป็นการติดเชื้อ การให้ยาแก้เสบเพื่อรักษาการติดเชื้อ และดูว่าต่อมน้ำเหลืองยุบหรือไม่ก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง แต่ที่แน่นอนที่สุด คือ การตัดต่อมน้ำเหลืองที่สงสัยมาตรวจดูทางพยาธิวิทยา จะเป็นวิธีการยืนยันการวินิจฉัยได้ดีที่สุด อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะดูหมูแต่บางครั้งก็ไม่หมูอย่างที่คิด ในบางคนต่อมน้ำเหลืองภายนอกไม่โต แต่ดันไปโตภายใน เช่น ภายในช่องอก หรือภายในช่องท้อง หรือภายในอุ้งเชิงกราน อันนี้ต้องผ่าตัดใหญ่ เข้าไปภายในร่างกายเพื่อตัดเอาต่อมน้ำเหลืองออกมาตรวจ จะว่าคุ้มไหม? ก็ไม่ค่อยคุ้มเท่าไรเพราะทำผ่าตัดใหญ่ ให้รู้เพียงแค่ว่าเป็นโรคอะไร การรักษายังต้องทำอีกยาวไกล แต่หากไม่ทำ ก็ไม่สามารถวินิจฉัยได้ ก็ไม่รู้จะรักษาอย่างไร ดังนั้นหากจำเป็นก็ต้องทำ
เมื่อแน่ใจว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองแล้วทำอย่างไร?
เมื่อวินิจฉัยได้แล้ว ขั้นต่อไปต่อไปต้องดูว่าโรคมีการกระจายตัวไปมากน้อยแค่ไหน คือการหาระยะของโรค ซึ่งมีตั้งแต่ 1 ถึง 4 ระยะดังนี้
1.มีต่อมน้ำเหลืองโตเพียงกลุ่มเดียว
2.มีต่อมน้ำเหลืองโตมากกว่าหนึ่งมากกว่าหนึ่งกลุ่มแต่อยู่ข้างเดียวกันของกระบังลม
3.มีต่อมน้ำเหลืองโตทั้งเหนือและใต้กระบังลม
4.มีการกระจายตัวของมะเร็งไปที่อวัยวะอื่น นอกจากต่อมน้ำเหลือง เช่น ไปที่ไขกระดูก หรือตับ เป็นต้น
เราจะทราบได้ว่าอยู่ในระยะไหนก็ด้วยการตรวจดูเม็ดเลือดชนิดต่างๆ การตรวจดูการทำงานของตับและไต เอกซเรย์ปอด ตรวจอัลตราซาวด์ หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ดูในช่องท้องและการตรวจไขกระดูก ทั้งหมดนี้แพทย์จะประมวลข้อมูล และสรุปว่าอยู่ในระยะใดของโรค และต้องทำการตรวจซ้ำอีกครั้งหลังจากที่ให้การรักษาครบแล้ว เพื่อดูว่ายังมีร่องรอยของโรคหลงเหลืออยู่หรือไม่ สามารถหยุดการรักษาได้แล้วหรือยัง
การรักษาทำอย่างไร?
ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าแม้ว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเหมือนกัน แต่มิได้หลายชนิด มีทั้งแบบไม่รุนแรง ปานกลางและแบบรุนแรง หรือแม้ว่าจะเป็นต่อมน้ำเหลืองชนิดเดียวกัน ก็ยังอาจจะไม่ได้อยู่ในระยะเดียวกัน เพราะสภาพร่างกายของอวัยวะต่างๆ เช่น ตับ ไต กระทั่งโรคประจำตัวอื่นๆ ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่แตกต่างกันในแต่ละคน และทำให้การตัดสินใจให้การรักษาอาจแตกต่างกันไป แม้ว่าจะมีลักษณะอาการบางอย่างใกล้เคียงกันก็ตาม
หากเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดไม่รุนแรง โดยทั่วไปแล้วในประเทศไทยพบน้อย(พบบ่อยในประเทศแถบตะวันตกมากกว่า) ซึ่งประเภทนี้มักให้การรักษาโดยเคมีบำบัดแบบเบาๆ ใช้ยาไม่มากนัก จึงมีภาวะแทรกซ้อนจากการให้ยาไม่มาก จึงมีภาวะแทรกซ้อนจากการให้ยาไม่มาก ข้อดีของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้คือ ส่วนใหญ่ตอบสนองต่อการรักษาค่อนข้างดี แต่ข้อเสียคือ มักจะกลับเป็นใหม่ได้บ่อย
มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดปานกลาง เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดในประเทศไทย โดยทั้วไปแล้วใช้ยาเคมีบำบัดที่แรงขึ้น ผลข้างเคียงมากขึ้น ตอบสนองต่อการรักษาดี อย่างไรก็ตามจะมีบางคนกลับเป็นใหม่ การรักษาก็เช่นเดียวกันคือ ให้ยาเคมีบำบัดที่แรงขึ้นไปอีกขึ้นหนึ่ง (salvage therapy)หากสามารถเข้าสู่ระยะโรคสงบแล้ว ก็ให้พิจารณาทำการปลูกถ่ายไขกระดูก (ถ้าทำได้… เนื่องจากมีเงื่อนไขค่อนข้างมาก เช่น อายุอยู่ในช่วงที่เหมาะสม อวัยวะต่างๆ เช่น ปอด ตับ หัวใจ ไต ปกติอีกทั้งค่าใช้จ่ายในการทำสูงเกินครึ่งล้านขึ้นไป)
มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดรุนแรง ชนิดนี้โดยทั่วไปแล้วมีโอกาสที่จะกลับเป็นซ้ำหลังจากโรคสงบแล้วสูงสุด ดังนั้นโดยทั่วไป การรักษาโดยเคมีบำบัดจะให้อย่างชนิดหนักหน่วงตั้งแต่ในช่วงต้นมือ หลังจากโรคสงบเรียบร้อยก็จะทำการปลูกถ่ายไขกระดูกเลย โดยไม่รอให้โรคกลับเป็นซ้ำ
หลังได้รับยาเคมีบำบัดแล้วควรทำอย่างไร?
ยาเคมีบำบัดจะมีผลทำให้ร่างกายอ่อนแอ ติดเชื้อง่าย จากขบวนการ 2 อย่างคือ มียาบางตัวกดภูมิต้านทาน เช่น สเตียรอยด์ และมียาบางตัวทำให้เม็ดเลือดขาวซึ่งทำหน้าที่ในการทำลายเชื้อโรคต่ำลง ทั้งสองภาวะทำให้ร่างกายพร้อมที่จะรับเชื้อโรคต่างๆ ง่ายขึ้นซึ่งในร่างกายของเราปกติจะมีเชื้อโรคอยู่มากมาย เช่น ในทางเดินอาหาร ภายในปาก ลำไส้ ทางเดินหายใจ จมูก หลอดลม ทางเดินปัสสาวะ ดังนั้นส่วนหนึ่งของการติดเชื้อเกิดจากการ เชื้อโรคที่อยู่ในร่างกายของคนนั้นเอง ซึ่งยากที่จะป้องกันในอีกส่วนหนึ่งจะเกิดจากการติดเชื้อจากภายนอกร่างกาย จากอาหารที่รับประทานเข้าไป จากอากาศที่หายใจ หรือจากบาดแผลบริเวณผิวหนัง ดังนั้นข้อแนะนำในการปฏิบัติตัวสำหรับคนที่ได้รับยาเคมีบำบัด และภูมิต้านทานร่างกายลดลง ควรจะต้องดูแลเรื่องความสะอาด สุขอนามัยในทุกด้าน ไม่ควรจะเข้าใกล้คนที่ไม่สบาย ไอ จาม หรือเป็นไข้ อาหารการกินควจจะต้องสุก ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนแล้ว ควรหลีกเลี่ยงอาหารทะเลโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กุ้ง ปู หอย (เนื่องจากเป็นแหล่งเชื้อโรค คนธรรมดา หากรับประทานเข้าไปบ่อยครั้งยังเกิดท้องเสียได้) ผักสดไม่ควรรับประทานต้องทำให้สุกก่อนด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง อาจเป็นต้มหรือผัด ผลไม้หากจะรับประทานทันที ไม่เก็บไว้เป็นเวลานาน เนื่องจากทำให้มีความเสี่ยงในการติดเชื้อมากขึ้น
เราสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้หรือไม่?
อย่างที่ทราบโดยทั่วไปว่าการเกิดมะเร็งนั้นส่วนใหญ่ไม่สามารถพบปัจจัยเสี่ยงที่แน่ชัดได้ แต่ในส่วนน้อยก็สามารถค้นหาความเสี่ยงได้จึงพอมีแนวทางป้องกันดังนี้
-พยายามรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง หากมีอาการเจ็บป่วยเป็นไข้ไม่สบาย ควรรีบรักษาให้หายโดยเร็ว การที่ปล่อยให้มีอาการเรื้อรัง เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคที่ร้ายแรงอื่นๆ ตามมา
-รับประทานอาหารให้ครบหมู่ สารอาหารบางอย่างสามารถบางอย่างสามารถกระตุ้นภูมิต้านทานของร่างกายได้ เช่น สารในพืชตะกูลถั่ว อย่างไรก็ตามการรับประทานให้ครบทุกอย่างจะช่วยทำให้ร่างกายมีความสมบูรณ์ในทุกๆด้านของโภชนาการ
-ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ มีส่วนช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง ทนทานต่อการติดเชื้อ ห่างไกลจากภาวะติดเชื้อเรื้อรัง
-หลีกเลี่ยงจากสารต่างๆ ที่มีความเสี่ยงในการก่อมะเร็ง เช่น สารเคมี ยาฆ่าแมลง สารไฮโดรคาร์บอนต่างๆ เช่น น้ำมันเบนซิน
-หากมีประวัติในครอบครัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนใกล้ชิดเป็นมะเร็ง ควรมีการตรวจเช็คร่างกายในระบบที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ