Category Archives: แม่และเด็ก
ลูกเริ่มจำพ่อแม่ได้ครั้งแรกเมื่อไหร่
มีคุณแม่หลายๆท่านยังเข้าใจผิดหรือเข้าใจคลาดเคลื่อนในการมองเห็นของลูกน้อย ที่ถือได้ว่าเป็นพัฒนาการการเรียนรู้อันดับต้นๆของลูก อาทิเช่น “ฉันว่าลูกเริ่มมองเห็นหน้าแม่และจำได้ตั้งแต่ให้ลูกกินนม” “ส่วนฉันคิดว่าเมื่อเขาเกิดมา เขาเริ่มมองเห็นตั้งแต่ลืมตามาดูโลก” ตรงข้างกับคุณแม่บางรายที่คิดว่าลูกเริ่มมองเห็นได้ชัดที่สุดเมื่อระยะเวลาผ่านไป 1-2 สัปดาห์ เป็นต้น แล้วความคิดไหนถูกต้องล่ะ…เอาเป็นว่าคุณพ่อคุณแม่ลองมาทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการมองเห็นของลูกน้อยกันดีกว่า เพื่อจะได้ช่วยเสริมทักษะและพัฒนาการที่ดีได้ตรงกับช่วงของการมองเห็นของเจ้าตัวเล็กได้ดียิ่งขึ้นไงคะ การมองเห็นของเด็กจะแบ่งเป็นช่วงๆดังนี้
เด็กอายุน้อยดื่มนมวัว เสี่ยงเบาหวาน
เด็กอายุ ขวบแรกควรจะต้องดื่มนมแม่ดีที่สุด จากผลวิจัยระบุว่า การที่เด็กดื่มนมวัวในอายุที่น้อยเกินไปอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ตับอ่อนทำงานไม่ได้ ต้อง ฉีดอินซูลิน การวิจัยของ Macia Goldfarb ได้ศึกษาถึงโปรตีนชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Beta-Lactoglobulin ที่มีเฉพาะในนมวัว แต่มีความคล้ายคลึงกับโปรตีนในคนที่เรียกว่า Glycodelin ที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Proteome Research ผลงานวิจัยกล่าวว่า ในเด็กๆ ที่ภาวะภูมิคุ้มกันยังปรับตัวไม่คงที่จะพยายามทำลายโปรตีนจากนมวัว ซึ่งโปรตีนของเด็กที่คล้ายๆ กันก็จะโดนทำลายไปด้วยซึ่งก็คือ Glycodelin นั่นเอง ซึ่ง Glycodelin มีส่วนสำคัญอย่างมากในการควบคุมการสร้างเซลล์ T-cells ในเด็ก ดังนั้นเมื่อ Glycodelin ถูกทำลาย T-cell ก็อาจมีมากเกินไป และมีทฤษฎีหนึ่งที่เชื่อว่า T-cell นี่แหละที่เป็นตัวทำลาย Beta Cell ของตับอ่อน และก่อให้เกิดเบาหวานชนิดที่ 1 ขึ้น นักวิจัยทำการทดลองโดยเจาะเลือดของเด็กที่เป็นโรคเบาหวานเทียบกับเด็กปกติ พบว่าในเด็กที่เป็นเบาหวานมีระดับของแอนติบอดี้ต่อโปรตีนแปลกปลอมในนม 100% เมื่อเทียบกับเด็กที่มี 20% คือ 2 ใน 5 แต่จะให้ปลอดภัยจริงๆ ก็ควรให้เด็กๆ รับประทานนทแม่ที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าเป็นสิ่งดีที่สุดในช่วง … Continue reading
เย็นกายเย็นใจเมื่อตั้งครรภ์
คุณผู้หญิงทราบหรือไม่คะว่า ระหว่างที่ตั้งครรภ์นั้น หากไม่ระวังปล่อยให้อุณหภูมิในร่างกายร้อนเกินไปนั้นอาจมีผลต่อลูกในครรภ์ของคุณได้ คนเราจะมีอุณหภูมิของร่างกายร้อนขึ้นได้โดยเฉพาะระหว่างการออกกำลังกาย เล่นกีฬา หรือทำงานกลางแจ้ง และตามปกติแล้วระหว่างตั้งครรภ์อุณหภูมิในตัวคุณก็จะสูงขึ้นอยู่แล้ว อาจเนื่องจากกระบวนการเผาผลาญอาหารเพื่อนำมาเป็นพลังงานต้องทำงานหนักขึ้น แต่ไม่ได้หมายความให้คุณที่กำลังตั้งครรภ์เลิกออกกำลังกาย นะคะ เพราะการออกกำลังกายเป็นเรื่องจำเป็นทีเดียว หากใครที่คุณหมอผู้ดูแลครรภ์อนุญาตให้ออกกำลังกายได้แล้ว ก็ควรจะบริหารร่างกายออกกำลังแบบเบาๆ อย่างน้อยวันละประมาณ 30 นาที จะช่วยให้คุณมีสุขภาพครรภ์แข็งแรง ระหว่างที่ออกกำลังกายคุณก็สามารถจะควบคุมอุณหภูมิไม่ให้ร้อนเกินไปได้ด้วย การดื่มน้ำเปล่า 1-2 แก้วก่อนและหลังออกกำลังกาย และอย่าออกกำลังแบบที่ต้องใช้แรงมาก หรือนานเกิดกำหนด เรื่องเสื้อผ้าที่ใส่ก็ช่วยได้เหมือนกัน เพื่อความสบายตัว และรักษาอุณหภูมิของร่างกาย คุณควรเลือกสวมเสื้อผ้าชนิดที่ทำจากผ้าฝ้าย หรือมีส่วนผสมของฝ้ายเป็นหลัก เพราะระบายอากาศและความชื้ันได้ดี หลีกเลี่ยงเสื้อผ้าชนิดที่ทำจากไนลอน ซึ่งจะกักเก็บความร้อนไว้ภายในถ่ายเทออกมาภายนอกได้ยากกว่า พยายามดื่มกาแฟ ของหวาน และอาหารเผ็ดให้น้อยที่สุด หรือเลี่ยงเลยได้ก็จะดี เพราะอาหารและเครื่องดื่มเหล่า นี้จะไปเพิ่มอุณหภูมิในตัวคุณให้สูงขึ้น รวมทั้งหาผ้าชุบน้ำเย็น หรือแผ่นประคบเย็น ประคบบริเวณศีรษะและต้นคอ การจิบชาเย็นผสมมินท์ (แบบไม่เจือคาเฟอีน) หรือรับประทานผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว หรือเครื่องดื่มที่ฝานมะนาวลงไปสักชิ้นก็ช่วยให้คุณรู้สึกเย็นขึ้นได้ ที่สำคัญต้องพักผ่อนมากๆ และทำใจให้สบาย ปล่อยวางเรื่องเครียดๆลง ถ้าใจคุณไม่ร้อนรุ่มซะอย่าง เรื่องอื่นก็หายห่วงนะคะ
ระวังอุบัติภัยในเด็กเล็ก
เด็กๆที่กำลังโตมักจะซน และไม่อยู่นิ่ง บ่อยครั้งที่พ่อแม่หรือพี่เลี้ยงตามดูแทบไม่ทันเหมือนเล่นไล่จับกันจนเหนื่อย ที่สำคัญคือ ถ้าระวังไม่ทันเด็กๆอาจะเกิดอุบัติหตุได้ง่าย เพราะการทรงตัวยังไม่ดีพอ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียได้สรุปผลวิจัยอุบัติภัยที่มักจะเกิดในเด็กเล็กแต่ละช่วงวัยไว้ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ทราบแล้วจะได้ไม่ประมาท และระวังเด็กให้ดีดังนี้ เด็กช่วงอายุ 2 เดือนแรก สาเหตุใหญ่ของการเกิดอุบัติเหตุ คือ การตกจากที่สูง เช่น ตกจากเตียง หรือเปล อายุ 6-8 เดือน มักจะตกจากเฟอร์นิเจอร์โดยเฉพาะเมื่อพ่อแม่เผลอจับวางไว้ เด็กวัยนี้ จะดิ้น กลิ้ง เพื่อลุกขึ้นเองได้แล้ว อายุ 9-11 เดือน มักจะหยิบฉวยสิ่งของต่างๆ เข้าปาก จนอาจหลุดลงคอได้ อายุ 12-17 เดือน ต้องระวังเรื่องของน้ำร้อนลวก หรือไอน้ำจากอาหารหรือเครื่องดื่ม เพราะกินเองได้แล้วและชอบหยิบจับเองเสียด้วย อายะ 18-35 เดือน (1 ขวยครึ่งถึงเกือบ 3 ขวบ) ต้องระวังเรื่องยาต่างๆให้ดี เพราะเด็กจะชอบอะไรที่เป็นเม็ดๆสีๆ หากพ่อแม่เก็บรักษาไม่ดีให้พ้นมือเด็ก เด็กๆก็อาจจะปีไต่แล้วหยิบมาเข้าปากได้โดยไม่รู้ว่าเป็นอันตราย ทั้งนี้ Craig Anderson ผู้เชี่ยวชาญจาก The University’s … Continue reading
ฟันผุในเด็ก
เป็นเรื่องที่น่าห่วงเป็นอย่างยิ่งที่เด็กไทยส่วนใหญ่มีโรคฟันผุถึง 70% นั้นก็หมายความว่าเด็ก 10 คน เป็นโรคฟันผุเสีย 7 คน หากเรามีเด็กที่มีโรคฟันผุมาก ก็ยากที่จะคาดหวังไปถึงสุขภาพส่วนอื่นจะแข็งแรงดี เพราะโรคฟันผุจะมีผลส่งต่อให้เป็นโรคอย่างอื่นตามมา เช่น เจ็บคอ ติดเชื้อ เบื่ออาหาร เด็กจะเจ็บป่วยบ่อย โยเย ปวดฟัน สุขภาพจิตเสีย เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายอยากเลี้ยงดูบุตรหลานให้มีฟันดี ไม่โยเยเพราะปวดฟัน แต่ก็มีข้อน่าสังเกตที่ความรู้ความเข้าใจเรื่องนี้ยังปฏิบัติไม่ถูกต้องและ มองข้ามไป ทำไมเด็กถึงมีฟันผุมาก เราทราบกันอยู่แล้วว่าโรคฟันผุเกิดจากกรดสัมผัสกับผิว ฟัน กรดจะค่ีอยๆทำลายเปลือกฟันผ่านเข้าสู่เนื้อฟันซึ่งจะถูกทำลายเร็วมาก จนอาจเป็นโพรงหรือรู ซึ่งจะเห็นชัดถ้ารอยผุอยู่ด้านบดเคี้ยว แต่บางครั้งจะอยู่ตามซอกฟันจึงไม่เห็น หากรอยผุถึงโพรงประสาทฟัน อาการปวดก็จะตามมา ขวดนมกับฟันผุโรคยอดฮิต ปกติแล้วเราเลี้ยงเด็กด้วยนมแม่ดีที่สุด แต่ส่วนมากแล้วจะเลี้ยงด้วยนมขวด สิ่งที่ทำให้ฟันผุง่ายมากมีอยู่ 2 ประเด็น การปล่อยให้เด็กดูดนมขวดจนหลับคาขวดนม ฟันก็จะจมอยู่ในน้ำนมเป็นเวลานาน จริงๆแล้วตัวนมเองก็มีน้ำตาล lactose ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นกรดทำลายฟันได้ หากเราให้ดื่มนมไม่ดื่มน้ำตามก็เหมือนกับว่าฟันแช่อยู่ในน้ำนมสัมผัสกับนม คลอดเวลาที่หลับ ฟันก็จะสึกกร่อนผุได้ง่ายขึ้นและต่อเนื่องกันหลายซี่ จะเห็นได้ชัดที่ฟันหน้าค่อยๆสึกกร่อนจนเหลือแต่รากที่เราเรียกว่า “ฟันผุจากขวดนม” (bottle caries) อีกเรื่องน่าจะโยงไปถึงความรู้และความเข้าใจผิดไม่เห็นอันตรายของนมที่ มีรสหวาน บางท่านได้นำเอานมข้นหวานมาชงให้เด็กดื่มแทนนมผง นอกจากคุณค่าทางโภชนาการที่ไม่เหมาะสมแล้ว น้ำตาลเข้มข้นสูงเป็นอันตรายอย่างยิ่งและก่อให้เกิดฟันผุได้อย่างง่ายดาย … Continue reading
สารกันเสีย สีผสมอาหาร ต้นเหตุเด็กสมาธิสั้น
ในปัจจุบันนี้ดูเหมือนว่าปัญหาเด็กสมาธิสั้นนั้นเป็นปัญหาที่สร้างความหนักใจให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองไม่น้อย เพราะนับวันปัญหาเหล่านี้ดูเหมือนว่ายิ่งจะทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งเด็กสมาธิสั้นจะหมายถึงเด็กที่ซนมากๆ และอยู่ไม่นิ่ง เด็กที่มีปัญหาเรื่องสมาธิบกพร่องและเด็กที่มีอาหารหุนหันพันแล่นจนขาดความ ยับยั้งชั่งใจ โดยเมื่อไม่นานมานี้ทีมนักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยเซาท์แธมป์ตัน จากประเทศอังกฤษ ได้ทำการวิจัยในเรื่องผลของสารกันเสียกับอาการไฮเปอร์ ในเด็กอายุ 3 ปี และ 8-9 ปี พบว่า เด็กที่ดื่มเครื่องดื่มที่มีสารกันเสียและสีผสมอาหารเป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ จะมีอาการกระสับกระส่าย อยู่ไม่สุข สมาธิสั้น กระวนกระวายและโวยวาย หรือที่ เรียกว่าอาการ “ไฮเปอร์ แอคทีฟ” แต่ก็นับว่าเป็นความโชคดีที่ในการวิจัยนันก็ได้ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่าง สารสังเคราะห์ที่เติมลงไปในอาหารต่ออาการ ไฮเปอร์ แอคทีฟ ซึ่งก็ทำให้พอจะสรุปได้ว่า เด็ก ที่มีอาการสมาธิสั้นอยู่แล้ว เด็กกลุ่มเสี่ยง และเด็กทั่วๆ ไป หากเด็กๆ เหล่านี้ รับประทานอาหารที่ไม่มีสีสังเคราะห์ ไม่แต่งกลิ่น ไม่ใส่สารให้ความหวานและไม่ใส่สารกันเสีย ก็จะทำให้พวกเขาเหล่านี้มีพัฒนาที่ดีขึ้น
การนับอายุครรภ์
ความเป็นแม่ย่อมเริ่มต้นจากการตั้งครรภ์ และสิ่งที่แม่ต้ังครรภ์ทุกคนคงอยากจะทราบ คือ ลูกน้อยในครรภ์เติบโตไปถึงไหนแล้ว แต่ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจในเรื่องการกำหนดอายุครรภ์ของแม่ก่อน เพราะคุณแม่หลายท่านสับสนในการนับอายุครรภ์ ไม่แน่ใจว่าตอนนี้ตนเองตั้งครรภ์กี่สัปดาห์กันแน่
อย่ามองข้ามรองเท้าลูกน้อย
ความสำคัญของรองเท้า นอกจากความสวยงามแล้ว ประโยชน์ที่ได้รับจากรองเท้า ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นโดยการกระแทก สะดุด กับของแข็ง หรือโดนของหล่นทับเท้า โดยเฉพาะกับเท้าน้อยๆ ที่แต่ละก้าวนั้นยังไม่มั่นคงนัก เมื่อลูกอายุได้ 6 เดือนในช่วงนี้กระดูกเท้าส่วนใหญ่ยังเป็นกระดูกอ่อน ถึงแม้ว่าในช่วงนี้เท้าน้อยๆ ของลูกยังไม่ค่อยได้สัมผัสกับพื้นสักเท่าไรนัก แต่คุณแม่ก็อยากที่จะแต่งสวยแต่งหล่อให้กับลูกตั้งแต่หัวจรดเท้า และเมื่อถึงวัยที่หนูน้อยสามารถเกาะยืนได้บ้างแล้ว ซึ่งอายุก็จะสักประมาณ 9 เดือน ในช่วงนี้รองเท้าคู่เก่งที่คุณแม่ซื้อรอท่าไว้เริ่มมีบทบาทสำคัญต่อเท้า น้อยๆ แล้วล่ะ รองเท้าที่ดีจะช่วยรองรับเท้าน้อยๆ ของเจ้าหนูเพื่อก้าวย่างและเหยียบลงบนพื้น ได้อย่างมั่นคง เพราะขณะเท้าหนึ่งก้าวเดินหนูน้อยจะทิ้งน้ำหนักและทรงตัวอยู่ที่เท้าข้าง หนึ่ง ขณะที่อีกข้างหนึ่งก้าวไปข้างหน้า หากพื้นรองเท้าที่เรียบกว้างและแข็งแรงจะช่วยให้หนูน้อยก้าวไปข้างหน้าได้ อย่างปลอดภัยและมั่นคง พื้นผิวด้านในของรองเท้าจะรองรับนิ้วเท้าของเด็กที่กดลง เพื่อมีแรงส่งในก้าวต่อไป ถ้าพื้นผิวด้านในอ่อนนิ่มหรือฟูมากจนเกินไป จะทำให้นิ้วเท้าของเด็กจมลงไปมาก ทำให้เด็กเดินได้ลำบากขึ้น คนเราเกิดมามีสัดส่วนของรูปร่างหน้าตา ร่างกาย และรูปเท้าที่แตกต่างกันเพราะฉะนั้นลักษณะของรองเท้ากับเท้าของเด็กแต่ละคน นั้น ก็จะแตกต่างกัน รองเท้าที่เหมาะสมกับเด็กอีกคนอาจจะไม่เหมาะสมกับเด็กอีกคนก็ได้ เช่น เด็กที่มีช่วงปลายเท้าใหญ่หรือกว้าง ควรเลือกรองเท้าที่ไม่ใช่หัวแหลมจนบีบให้เท้าเจ็บ ถ้าเป็นเช่นนี้เด็กจะดินไม่สะดวก ก็เพราะเท้าน้อยๆ ของลูกรักเป็นอวัยวะที่ต้องทำงานหนัก และจะทำงานหนักขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเจ้าหนูก้าวเดินและวิ่งได้อย่างมั่นคงแล้ว ถงแม้จะเป็นเท้าน้อยๆ แต่มีโครงสร้างที่ซับซ้อนไม่ต่างกับเท้าของผู้ใหญ่ มีทั้งกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และกระดูกซึ่งมีถึง … Continue reading