<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สุขภาพ ออกกำลังกาย อาหาร ความงาม</title>
	<atom:link href="http://www.thai-healthcare.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.thai-healthcare.com</link>
	<description>รวมบทความและความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ การดูแลร่างกาย</description>
	<lastBuildDate>Thu, 01 Dec 2011 08:23:11 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
		<item>
		<title>น้ำผลไม้ VS น้ำเปล่า วิธีทานยาให้ได้ผลดีที่สุด</title>
		<link>http://www.thai-healthcare.com/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89-vs-%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%97/</link>
		<comments>http://www.thai-healthcare.com/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89-vs-%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%97/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 01 Dec 2011 08:23:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อาหารและยา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thai-healthcare.com/?p=493</guid>
		<description><![CDATA[ทราบหรือไม่ว่าเวลาที่คนเราป่วยน้ำเปล่าดีที่สุดเมื่อต้องทานยา ส่วนน้ำผลไม้อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่อันตรายกับยาบางชนิด คณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโกได้เปิดเผยผลการวิจัยซึ่งชี้ให้เห็นว่า น้ำผลไม้ส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานของร่างกายที่จะทำให้ประสิทธิภาพในการรักษาของยาหมดไปก่อนที่ยานั้นจะซึมเข้าสู่กระแสเลือด น้ำผลไม้จะต่อต้านการดูดซึมของยาที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง ความดันโลหิตสูง หัวในล้มเหลว และโรคภูมิแพ้ต่างๆ รวมไปถึงยาที่ใช้กับผู้ป่วยที่ทำการปลูกถ่ายอวัยวะใหม่ ผลการวิจัยที่ได้รับการเปิดเผยก่อนหน้านี้บอกถึงอันตรายของน้ำผลไม้ในแง่ที่ส่งผลต่อการรับประทานยาเช่นกัน เพราะฤทธิ์การทำลายเอนไซม์ในร่างกายที่ทำหน้าที่สกัดกั้นไม่ให้ยาเข้าสู่กระแสเลือดมากเกินไป เมื่อเอนไซม์ ชนิดนี้ลดลงทำให้ตัวยาบางชนิดรวมถึงยาที่ใช้ในการรักษาโรคความดันโลหิตและแอนติฮิสตามีน มีฤทธิ์ในการรักษารุนแรงขึ้น เพราะในบางกรณีที่ร่างกายได้รับตัวยามากเกินขนาดจะเป็นผลเสียต่อการรักษาและร่างกายผู้ป่วย]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.thai-healthcare.com/wp-content/uploads/2011/12/water.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-494" title="water" src="http://www.thai-healthcare.com/wp-content/uploads/2011/12/water.jpg" alt="" width="576" height="291" /></a></p>
<p>ทราบหรือไม่ว่าเวลาที่คนเราป่วยน้ำเปล่าดีที่สุดเมื่อต้องทานยา ส่วนน้ำผลไม้อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่อันตรายกับยาบางชนิด คณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโกได้เปิดเผยผลการวิจัยซึ่งชี้ให้เห็นว่า น้ำผลไม้ส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานของร่างกายที่จะ<span style="color: #ff0000;"><strong>ทำให้ประสิทธิภาพในการรักษาของยาหมดไปก่อนที่ยานั้นจะซึมเข้าสู่กระแสเลือด</strong></span> น้ำผลไม้จะต่อต้านการดูดซึมของยาที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง ความดันโลหิตสูง หัวในล้มเหลว และโรคภูมิแพ้ต่างๆ รวมไปถึงยาที่ใช้กับผู้ป่วยที่ทำการปลูกถ่ายอวัยวะใหม่ ผลการวิจัยที่ได้รับการเปิดเผยก่อนหน้านี้บอกถึงอันตรายของน้ำผลไม้ในแง่ที่ส่งผลต่อการรับประทานยาเช่นกัน เพราะฤทธิ์การทำลายเอนไซม์ในร่างกายที่ทำหน้าที่สกัดกั้นไม่ให้ยาเข้าสู่กระแสเลือดมากเกินไป เมื่อเอนไซม์ ชนิดนี้ลดลงทำให้ตัวยาบางชนิดรวมถึงยาที่ใช้ในการรักษาโรคความดันโลหิตและแอนติฮิสตามีน มีฤทธิ์ในการรักษารุนแรงขึ้น เพราะในบางกรณีที่ร่างกายได้รับตัวยามากเกินขนาดจะเป็นผลเสียต่อการรักษาและร่างกายผู้ป่วย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thai-healthcare.com/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89-vs-%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%97/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เป็นนิ่ว&#8230;ต้องช่วยด้วยน้ำ ได้ผลไม่ต้องพึ่งหมอ</title>
		<link>http://www.thai-healthcare.com/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a7-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://www.thai-healthcare.com/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a7-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 30 Nov 2011 04:37:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรค]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thai-healthcare.com/?p=489</guid>
		<description><![CDATA[โรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะส่วนใหญ่เป็นนิ่วแคลเซียมออกซาแลต ไม่ทราบสาเหตุของการเกิดแน่ชัด ทำให้ผู้ที่มีโอกาสที่จะกลับมาเป็นอีกสูง โดยพบว่าระยะ 5-7 ปี มีผู้กลับมาเป็นซ้ำ 50 % วิธีการทั่วไปสำหรับการป้องกันการเกิดนิ่วซ้ำมีดังนี้ และยังทำให้ปัสสาวะเจือจาง สารประกอบต่างๆ ในปัสสาวะไม่ตกผลึกเป็นนิ่ว โดยควรดื่มน้ำให้มีปัสสาวะออกไม่น้อยหว่าวันละ 2,000 ซีซี หรือคิดเป็นปริมาณน้ำที่ดื่มวันละ 3,000 ซีซี ระยะแรกอาจต้องใช้เวลาในการฝึกสักระยะ หลังจากนั้นศูนย์ควบคุมการกระหายในสมองจะปรับตัว ทำให้เราดื่มน้ำได้มากขึ้น ส่วนน้ำส้ม น้ำมะนาวทำให้ปัสสาวะเป็นด่างและเพิ่มปริมาณซิเตรตในปัสสาวะจึงลดการเกิดนิ่วได้ ไวน์ เบียร์ ลดการเกิดนิ่วได้ โดยเฉพาะ ดังนั้นผู้ป่วยโรคนิ่วจึงควรรับประทานน้ำวันละ 3 ลิตร ลดโปรตีน ไม่รับประทาน อาหารเค็มจัด ดื่มน้ำส้ม น้ำมะนาว กาแฟ ไวน์และเบียร์ก็ได้]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะส่วนใหญ่เป็นนิ่วแคลเซียมออกซาแลต</p>
<p>ไม่ทราบสาเหตุของการเกิดแน่ชัด ทำให้ผู้ที่มีโอกาสที่จะกลับมาเป็นอีกสูง โดยพบว่าระยะ 5-7 ปี มีผู้กลับมาเป็นซ้ำ 50 %</p>
<p>วิธีการทั่วไปสำหรับการป้องกันการเกิดนิ่วซ้ำมีดังนี้ และยังทำให้ปัสสาวะเจือจาง สารประกอบต่างๆ ในปัสสาวะไม่ตกผลึกเป็นนิ่ว</p>
<p>โดยควรดื่มน้ำให้มีปัสสาวะออกไม่น้อยหว่าวันละ 2,000 ซีซี หรือคิดเป็นปริมาณน้ำที่ดื่มวันละ 3,000 ซีซี</p>
<p>ระยะแรกอาจต้องใช้เวลาในการฝึกสักระยะ หลังจากนั้นศูนย์ควบคุมการกระหายในสมองจะปรับตัว ทำให้เราดื่มน้ำได้มากขึ้น ส่วนน้ำส้ม น้ำมะนาวทำให้ปัสสาวะเป็นด่างและเพิ่มปริมาณซิเตรตในปัสสาวะจึงลดการเกิดนิ่วได้ ไวน์ เบียร์ ลดการเกิดนิ่วได้ โดยเฉพาะ</p>
<p>ดังนั้นผู้ป่วยโรคนิ่วจึงควรรับประทานน้ำวันละ 3 ลิตร ลดโปรตีน ไม่รับประทาน อาหารเค็มจัด ดื่มน้ำส้ม น้ำมะนาว กาแฟ ไวน์และเบียร์ก็ได้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thai-healthcare.com/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a7-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ตากุ้งยิง</title>
		<link>http://www.thai-healthcare.com/%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%b4%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.thai-healthcare.com/%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%b4%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 04 Oct 2011 07:38:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรค]]></category>
		<category><![CDATA[โรคเกี่ยวกับดวงตา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thai-healthcare.com/?p=484</guid>
		<description><![CDATA[ตากุ้งยิง คือ อะไร ตากุ้งยิง คือ การอักเสบ ติดเชื้อเมื่อมีอาการอุดตันของต่อมไขมันที่เปลือกตา สาเหตุ เกิดจากการติดเชื้อเฉพาะที่ของต่อมไขมันที่เปลือกตาทำให้เกิดการอักเสบ เป็นหนองขึ้น อาจเกิดเนื่องจากฝุ่นหรือสัมผัสสิ่งสกปรก มักพบบ่อยในผู้ที่พักผ่อนน้อย ใช้สายตามาก ร่างกายอ่อนแอ หรือผู้ติดเชื้อง่าย เป็นต้น อาการ ระยะแรกจะมีอาการเจ็บๆคันๆ ที่เปลือกตา ต่อมาเปลือกตาจะบวมแดง และเห็นเป็นหัวฝีหรือหนองภายใน 4-5 วัน และมีอาการปวดบริเวณนั้น หลังจากนั้นหนองจะแตก แล้วก็อยยุบไป ถ้าหนองออกไม่หมด จะเหลือก้อนแข็งเป็นไตอยู่ที่เปลือกตา ตุ่มไตแข็งนี้ โดยมากจะอยู่เป็นเวลานาน และกลับมาอักเสบขึ้นอีกเป็นครั้งคราว การรักษา 1.ระยะแรกประคบด้วยน้ำอุ่น 10-15 นาที วันละ 3-4 ครั้ง 2.หยอด/ป้ายยาปฏิชีวนะตามที่แพทย์สั่ง 3.ถ้าก้อนไม่ยุบเห็นเป็นหัวฝี ต้องเจาะและขูดเอาหนองออกมาให้หมด การปฏิบัติตัวภายหลังเจาะหนองออก 1.ปิดตาแน่นไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง เพื่อป้องกันเลือดออก 2.เมื่อเปิดตาออกแล้วให้เริ่มใช้ยาตามที่แพทย์สั่ง 3.ถ้ามีรอยเขียวคล้ำบริเวณที่เจาะให้ประคบด้วยน้ำแข็ง 4.ห้ามขยี้ตา 5.วันรุ่งขึ้นควรใช้สำลีชุบน้ำต้มสุกบีบพอหมาดๆเช็ดทำความสะอาดรอบๆ ดวงตา การป้องกัน 1.ดูแลความสะอาดของร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าและสเนผม อย่าให้ผมแยงตา &#8230; <a href="http://www.thai-healthcare.com/%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%b4%e0%b8%87/">Continue reading</a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.thai-healthcare.com/wp-content/uploads/2011/10/10-32-38-1656877953.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-485" title="10-32-38-1656877953" src="http://www.thai-healthcare.com/wp-content/uploads/2011/10/10-32-38-1656877953.jpg" alt="" width="200" height="200" /></a></p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>ตากุ้งยิง คือ อะไร</strong></span><br />
ตากุ้งยิง คือ การอักเสบ ติดเชื้อเมื่อมีอาการอุดตันของต่อมไขมันที่เปลือกตา</p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>สาเหตุ</strong></span></p>
<p>เกิดจากการติดเชื้อเฉพาะที่ของต่อมไขมันที่เปลือกตาทำให้เกิดการอักเสบ เป็นหนองขึ้น อาจเกิดเนื่องจากฝุ่นหรือสัมผัสสิ่งสกปรก มักพบบ่อยในผู้ที่พักผ่อนน้อย ใช้สายตามาก ร่างกายอ่อนแอ หรือผู้ติดเชื้อง่าย เป็นต้น</p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>อาการ</strong></span><br />
ระยะแรกจะมีอาการเจ็บๆคันๆ ที่เปลือกตา ต่อมาเปลือกตาจะบวมแดง และเห็นเป็นหัวฝีหรือหนองภายใน 4-5 วัน และมีอาการปวดบริเวณนั้น หลังจากนั้นหนองจะแตก แล้วก็อยยุบไป ถ้าหนองออกไม่หมด จะเหลือก้อนแข็งเป็นไตอยู่ที่เปลือกตา ตุ่มไตแข็งนี้ โดยมากจะอยู่เป็นเวลานาน และกลับมาอักเสบขึ้นอีกเป็นครั้งคราว</p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>การรักษา</strong></span></p>
<p>1.ระยะแรกประคบด้วยน้ำอุ่น 10-15 นาที วันละ 3-4 ครั้ง<br />
2.หยอด/ป้ายยาปฏิชีวนะตามที่แพทย์สั่ง<br />
3.ถ้าก้อนไม่ยุบเห็นเป็นหัวฝี ต้องเจาะและขูดเอาหนองออกมาให้หมด</p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>การปฏิบัติตัวภายหลังเจาะหนองออก</strong></span><br />
1.ปิดตาแน่นไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง เพื่อป้องกันเลือดออก<br />
2.เมื่อเปิดตาออกแล้วให้เริ่มใช้ยาตามที่แพทย์สั่ง<br />
3.ถ้ามีรอยเขียวคล้ำบริเวณที่เจาะให้ประคบด้วยน้ำแข็ง<br />
4.ห้ามขยี้ตา<br />
5.วันรุ่งขึ้นควรใช้สำลีชุบน้ำต้มสุกบีบพอหมาดๆเช็ดทำความสะอาดรอบๆ ดวงตา</p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>การป้องกัน</strong></span><br />
1.ดูแลความสะอาดของร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าและสเนผม อย่าให้ผมแยงตา<br />
2.อย่าใช้มือที่สกปรกขยี้ตาหรือจับต้องบริเวณดวงตา<br />
3.ล้างเครื่องสำอางบริเวณรอบดวงตาออกให้หมดทุกวันก่อนนอน<br />
4.ถ้ามีโรคเรื้อรังต้องรักษาและควบคุมให้ดี<br />
5.ใส่แว่นกันแดด กันลมขณะที่ออกไปในที่ๆ มี ฝุ่นละออง ลมแรง หรือแดดจัด</p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>ทำไมจึงเป็นตากุ้งยิงซ้ำแล้วซ้ำอีก</strong></span></p>
<p>ถ้าเป็นซ้ำที่เดิม อาจเกิดในกรณีฝีแตกเองและเชื้อแบคทีเรียยังออกไม่หมด ในบางกรณีอาจเป็นที่ส่วนของเปลือกตาบรอเวณใกล้เคียงกัน เพราะตากุ้งยิงเป็นการอักเสบของต่อมต่างๆ ในเปลือกตาบน และล่าง ซึ่งมี 50-60 ต่อม ดังนั้นจึงมีโอกาสที่ต่อมเหล่านี้อาจอักเสบซ้ำ จึงเป็นสาเหตุให้เป็นอีกได้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thai-healthcare.com/%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%b4%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ข่า สรรพคุณ</title>
		<link>http://www.thai-healthcare.com/%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2-%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93/</link>
		<comments>http://www.thai-healthcare.com/%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2-%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 16 Sep 2011 04:24:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สมุนไพร]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารและยา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thai-healthcare.com/?p=479</guid>
		<description><![CDATA[ข่า ชื่อ วิทยาศาสตร์ :Alpinia galanga (L.) Willd. ชื่อสามัญ : Galanga วงศ์ : Zingiberaceae ชื่ออื่น : ข่าหยวก ข่าหลวง(ภาคเหนือ) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ข่าเป็นไม้ล้มลุก สูง 1.5-2 เมตรอยู่เหนือพื้นดิน เหง้ามีข้อและปล้องชัดเจน เนื้อในสีเหลืองและมีกลิ่นหอมเฉพาะ ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปใบหอก รูปวงรีหรือเกือบขอบขนาน กว้าง 7-9 ซม. ยาว 20-40 ซม. ดอก ช่อ ออกที่ยอด ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบดอกสีขาว โคนติดกันเป็นหลอดสั้นๆ ปลายแยกเป็น 3 กลีบ กลีบใหญ่ที่สุดมีริ้วสีแดง ใบประดับรูปไข่ ผล เป็นผลแห้งแตกได้ รูปกลม สรรพคุณ : มีดังนี้ 1. เป็นยาแก้ท้องขึ้น ท้องอืดเฟ้อ ขับลม 2.แก้อาหารเป็นพิษ &#8230; <a href="http://www.thai-healthcare.com/%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2-%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93/">Continue reading</a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #339966;"><strong>ข่า</strong></span><br />
ชื่อ วิทยาศาสตร์ :Alpinia galanga (L.) Willd.<br />
ชื่อสามัญ : Galanga<br />
วงศ์ : Zingiberaceae<br />
ชื่ออื่น : ข่าหยวก ข่าหลวง(ภาคเหนือ)<br />
<a href="http://www.thai-healthcare.com/wp-content/uploads/2011/09/RedGalangal.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-481" title="RedGalangal" src="http://www.thai-healthcare.com/wp-content/uploads/2011/09/RedGalangal.jpg" alt="" width="300" height="200" /></a><br />
<span style="color: #339966;"><strong>ลักษณะทางพฤกษศาสตร์</strong></span></p>
<p>ข่าเป็นไม้ล้มลุก สูง 1.5-2 เมตรอยู่เหนือพื้นดิน เหง้ามีข้อและปล้องชัดเจน เนื้อในสีเหลืองและมีกลิ่นหอมเฉพาะ ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปใบหอก รูปวงรีหรือเกือบขอบขนาน กว้าง 7-9 ซม. ยาว 20-40 ซม. ดอก ช่อ ออกที่ยอด ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบดอกสีขาว โคนติดกันเป็นหลอดสั้นๆ ปลายแยกเป็น 3 กลีบ กลีบใหญ่ที่สุดมีริ้วสีแดง ใบประดับรูปไข่ ผล เป็นผลแห้งแตกได้ รูปกลม</p>
<p><span style="color: #339966;"><strong>สรรพคุณ : มีดังนี้</strong></span><br />
1. เป็นยาแก้ท้องขึ้น ท้องอืดเฟ้อ ขับลม<br />
2.แก้อาหารเป็นพิษ<br />
3.เป็นยาแก้ลมพิษ<br />
4.เป็นยารักษากลากเกลื้อน โรคผิวหนัง ติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา</p>
<p><a href="http://www.thai-healthcare.com/wp-content/uploads/2011/09/pjb71101.gif"><img class="aligncenter size-full wp-image-480" title="pjb71101" src="http://www.thai-healthcare.com/wp-content/uploads/2011/09/pjb71101.gif" alt="" width="426" height="289" /></a></p>
<p><strong><span style="color: #339966;">วิธีและปริมาณที่ใช้</span></strong><br />
1.รักษาท้องขึ้น ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม แก้ท้องเดิน (ที่เรียกโรคป่วง) แก้บิด อาเจียน ปวดท้อง ใช้เหง้าข่าสด ยาวประมาณ 1-1 นิ้วฟุต (หรือประมาน 2 องคุลี) ตำให้ละเอียด เติมน้ำปูนใส ใช้น้ำยาดื่ม ครั้งละ ถ้วยแก้ว  วันละ 3 เวลา หลังอาหาร<br />
2. รักษาลมพิษ ใช้เหง้าข่าแก่ ที่สด 1 แง่ง ตำละเอียด เติมเหล้าโรงพอให้แฉะๆ ใช้ทั้งเนื้อและน้ำ ทาบริเวณที่เป็นลมพิษบ่อยๆ จนกว่าจะดีขึ้น<br />
3.รักษากลากเกลื้อน โรคผิวหนัง ใช้เหง้าข่าแก่ แท่าหัวแม่มือ ตำให้ละเอียดผสมเหล้าโรง ทาที่เป็นโรคผิวหนังหลายๆครั้งจนกว่าจะหาย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thai-healthcare.com/%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2-%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กินอยู่อย่างไรดี ฝนฤดูหนาว</title>
		<link>http://www.thai-healthcare.com/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e0%b8%9d%e0%b8%99%e0%b8%a4%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%ab/</link>
		<comments>http://www.thai-healthcare.com/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e0%b8%9d%e0%b8%99%e0%b8%a4%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%ab/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 07 Sep 2011 07:14:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อาหารและยา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thai-healthcare.com/?p=475</guid>
		<description><![CDATA[กินอยู่อย่างไรดี ฝนฤดูหนาว การรักษาสุขภาพแบบการแพทย์แผนไทย กล่าวไว้ว่าอากาศหนาวทำให้ธาตุลมของร่างกายอ่อนแอ และเป็นสาเหตุให้ร่างกายป่วยเป็นไข้หวัด การย่อย อาหารไม่ดี มีอาการท้องอืดท้องเฟ้อ เมื่อถึงหน้าหนาว เราจึงมักได้ยินท่านผู้เฒ่าผู้แก่สอนว่า ให้กินแกงส้มดอกแคช่วยแก้ไข้หัวลม ไข้หัวลมคือไข้เปลี่ยน ฤดู เป็นอาการที่ร่างกายปรับตัวตามธรรมชาติไม่ทัน ยิ่งอากาศเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวก็ยิ่งทำให้ร่างกายปรับสมดุลไม่ทัน ทำให้มีอาการป่วยไข้ เช่น ผื่นแพ้ อากาศเย็น ปากแห้งแตก คัดจมูก เจ็บคอ แน่นหน้าอก มีเสมหะ ซึ่งก็คืออาการของไข้เปลี่ยนฤดูที่มาพร้อมกับลมหนาวนั่นเอง สิ่งที่จะช่วยป้องกันตัวเราได้ที่สุดก็คือ ทำตัวเราให้อบอุ่นอยู่เสมอเพื่อให้ร่างกายสามารถต้านทานอากาศหนาวได้ ด้วยการสวมเสื้อผ้าที่ทำให้ร่างกายมี ความอบอุ่นเพียงพอ พยายามหลีกเลี่ยงสถานที่ที่ลมแรงๆ หรือที่กลางแจ้ง และที่สำคัญควรใส่ใจเป็นพิเศษ ก็คือ เรื่องของอาหารการกินในช่วงฤดูหนาว อาหารที่เหมาะกับฤดูหนาว แพทย์แผนไทยได้แนะนำอาหารที่เหมาะในช่วงฤดูหนาวไว้ว่า ควรเป็นอาหารที่มีรสสุขุม คือ รสไม่จัด ควรงดเว้นรสเปรี้ยวจัด เผ็ดจัด หรือมันจัด โดย เฉพาะอาหารรสมันเกือบทุกชนิดควรงดชั่วคราวจนกว่าฤดูหนาวจะผ่านไป เพราะไขมันทุกชนิดแม้จะป้องกันความหนาวได้บ้างก็จริง แต่จะทำให้มี เสมหะมาก ในช่วงฤดูหนาว ควรกินอาหารที่มีรสร้อน เช่น พริกไทย จะเป็นพริกไทยแห้งหรือพริกไทยสดแก่ๆ ก็ได้ ถ้ากินเป็นอาหารมื้อละ  1-2 &#8230; <a href="http://www.thai-healthcare.com/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e0%b8%9d%e0%b8%99%e0%b8%a4%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%ab/">Continue reading</a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #008080;"><strong>กินอยู่อย่างไรดี ฝนฤดูหนาว</strong></span></p>
<p>การรักษาสุขภาพแบบการแพทย์แผนไทย กล่าวไว้ว่าอากาศหนาวทำให้ธาตุลมของร่างกายอ่อนแอ และเป็นสาเหตุให้ร่างกายป่วยเป็นไข้หวัด การย่อย</p>
<p>อาหารไม่ดี มีอาการท้องอืดท้องเฟ้อ เมื่อถึงหน้าหนาว เราจึงมักได้ยินท่านผู้เฒ่าผู้แก่สอนว่า ให้กินแกงส้มดอกแคช่วยแก้ไข้หัวลม ไข้หัวลมคือไข้เปลี่ยน</p>
<p>ฤดู เป็นอาการที่ร่างกายปรับตัวตามธรรมชาติไม่ทัน ยิ่งอากาศเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวก็ยิ่งทำให้ร่างกายปรับสมดุลไม่ทัน ทำให้มีอาการป่วยไข้ เช่น ผื่นแพ้</p>
<p>อากาศเย็น ปากแห้งแตก คัดจมูก เจ็บคอ แน่นหน้าอก มีเสมหะ ซึ่งก็คืออาการของไข้เปลี่ยนฤดูที่มาพร้อมกับลมหนาวนั่นเอง</p>
<p><span style="color: #008000;">สิ่งที่จะช่วยป้องกันตัวเราได้ที่สุดก็คือ ทำตัวเราให้อบอุ่นอยู่เสมอเพื่อให้ร่างกายสามารถต้านทานอากาศหนาวได้ ด้วยการสวมเสื้อผ้าที่ทำให้ร่างกายมี</span></p>
<p><span style="color: #008000;">ความอบอุ่นเพียงพอ พยายามหลีกเลี่ยงสถานที่ที่ลมแรงๆ หรือที่กลางแจ้ง และที่สำคัญควรใส่ใจเป็นพิเศษ ก็คือ เรื่องของอาหารการกินในช่วงฤดูหนาว</span></p>
<p><span style="color: #008080;"><strong>อาหารที่เหมาะกับฤดูหนาว</strong></span></p>
<p>แพทย์แผนไทยได้แนะนำอาหารที่เหมาะในช่วงฤดูหนาวไว้ว่า ควรเป็นอาหารที่มีรสสุขุม คือ รสไม่จัด ควรงดเว้นรสเปรี้ยวจัด เผ็ดจัด หรือมันจัด โดย</p>
<p>เฉพาะอาหารรสมันเกือบทุกชนิดควรงดชั่วคราวจนกว่าฤดูหนาวจะผ่านไป เพราะไขมันทุกชนิดแม้จะป้องกันความหนาวได้บ้างก็จริง แต่จะทำให้มี</p>
<p>เสมหะมาก</p>
<p>ในช่วงฤดูหนาว ควรกินอาหารที่มีรสร้อน เช่น พริกไทย จะเป็นพริกไทยแห้งหรือพริกไทยสดแก่ๆ ก็ได้ ถ้ากินเป็นอาหารมื้อละ  1-2 พวง กินพร้อมกับ</p>
<p>อาหารเช้า &#8211; เย็น จะดีมากๆหรือจะใช้พริกไทยป่น เป็นพริกไทยดำหรือพริกไทยขาวก็ได้ ใช้ผสมไปในอาหารที่จะกินแต่ละมื้อประมานครึ่งช้อนชาต่อหนึ่ง</p>
<p>มื้ออาหาร จะช่วยให้ร่างกายมีภูมิต้านทานความหนาวได้อย่างดี ขิง เป็นสมุนไพรรสร้อนอีกอย่างหนึ่งที่ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น และช่วยบรรเทาอาการท้องอืด</p>
<p>ท้องเฟ้อ ขับลม แก้อาการคลื่นไส้อาเจียนได้ คุณสามารถใช้ขิงมาประกอบอาหารได้หลากหลาย ทั้งอาหารคาว ของหวาน หรือนำมาต้มน้ำตาลกรวดเป็น</p>
<p>เครื่องดื่มก็ได้</p>
<p><strong>อาหารรสเปรี้ยว</strong> ใช้ประจำในฤดูหนาวก็เหมาะสมมาก แต่ไม่ควรใช้รสที่เปรี้ยวจัด ควรเป็นรสที่เปรี้ยวพอเหมาะเพราะรสเปรี้ยวที่พอเหมาะจะช่วยทำให้</p>
<p>เลือดซ่านกระจายและบรรเทาเสมหะในลำคอ ในทวงอกหรือทวารได้ดีมาก เลือกใช้ผักรสเปรี้ยวอ่อนๆอย่าง <strong>ผักกระเจี๊ยบแดง ยอดมะขาม</strong> นำมาทำแกง</p>
<p>เลียงหรือแกงส้มก็ได้ จะใช้<strong>ดอกแค</strong>มาทำแกงส้มก็ดี เพราะดอกแคมีสรรพคุณทางยาช่วยแก้ไข้ บำรุงสายตา ช่วยต้านมะเร็ง และยังช่วยเสริมสร้างกระดูก</p>
<p>อีกด้วย เนื่องจากในดอกแคมีปริมาณแคลเซียม ฟอสฟอรัส และวิตามินซีสูงนั่นเอง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thai-healthcare.com/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e0%b8%9d%e0%b8%99%e0%b8%a4%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%ab/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กระเจี๊ยบแดง คู่แข่งเบอร์รี่</title>
		<link>http://www.thai-healthcare.com/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b9%8a%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%87-%e0%b8%84%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%ad/</link>
		<comments>http://www.thai-healthcare.com/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b9%8a%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%87-%e0%b8%84%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%ad/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 15 Aug 2011 13:02:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ผักและผลไม้]]></category>
		<category><![CDATA[สมุนไพร]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารและยา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thai-healthcare.com/?p=470</guid>
		<description><![CDATA[กระเจี๊ยบแดงจัดเป็นไม้พุ่มขนาเล็กที่มีประโยชน์มากมายทั้งในการใช้เป็นเครื่องดื่มและสมุนไพรเพื่อดูแลสุขภาพ ส่วนที่ใช้ของกระเจี๊ยบแดงคนทั่วำปมักเรียกว่าดอกกระเจี๊ยบนั้นแท้จริงแล้วคือส่วนของกลีบเลี้ยงหรือฐานรองดอก ที่อุดมไปด้วย Anthrocyanin เป็นสารที่ทำให้กระเจี๊ยบมีสีแดง และเป็นกลุ่มเดียวกับที่พบในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่แต่ต้องบอกว่าประโยชน์ของกระเจี๊ยบเหนือกว่าหลายเท่าตัวนัก ไม่ว่าจะเป็นมีฤทธิ์ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็ง ป้องกันตับจากการถูกทำลาย ปกป้องไม่ให้หลอดเลือดแข็งตัว รวมถึงการปกป้องโรคหัวใจขาดเลือดได้ น้ำต้มกระเจี๊ยบมีรสเปรี้ยวอุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินเอสูง มีคุณสมบัติที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าขับปัสสาวะ ขับยูริค ป้องกันนิ่วในทางเดินปัสสาวะ และลดความดันโลหิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เริ่มมีอาการความดันโลหิตสูงหรือรับประทานยาลดความดันไม่เกิน 2 ชนิด หากรับประทานกระเจี๊ยบร่วมด้วยก็มีประโยชน์ให้ควบคุมความดันโลหิตสูงได้ดียิ่งขึ้น ช่วยลดระดับไขมันในเลือด ควบคุมน้ำหนักสำหรับคนที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตราฐาน จากการศึกษาในหนูอ้วนที่ได้รับน้ำต้มกระเจี๊ยบป้อนให้กินต่อเนื่องเป็นเวลา 2 เดือน พบว่าช่วยให้น้ำหนักตัวของหนูลดลงได้ โดยไม่มีผลต่อตับและไต และหากท่านเป็นผู้ที่มีภาวะอ้วนลงพุง หรือ Metabolic syndrome (หมายถึง ผู้ที่มีภาวะดื้อต่ออินซุลิน ภาวะอ้วน รอบลงพุง ซึ่งมักมีระดับน้ำตาลและไขมันใเลือดสูงร่วมด้วย) การรับประทานกระเจี๊ยบจะมีผลดีอย่างมาก โดยผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่าการรับประทานกระเจี๊ยบต่อเนื่องเป็นเวลา 1 เดือน ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง ระดับไขมันในเลือดทั้งคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ LDL ลดลง และยังเพิ่มไขมันชนิดดีคือ HDL ได้ด้วย วิธีรับประทานก็ใช้กระเจี๊ยบสดหรือแห้ง ราว 5-10 กรัม ต้มกับน้ำประมาน 300 &#8230; <a href="http://www.thai-healthcare.com/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b9%8a%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%87-%e0%b8%84%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%ad/">Continue reading</a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>กระเจี๊ยบแดงจัดเป็นไม้พุ่มขนาเล็กที่มีประโยชน์มากมายทั้งในการใช้เป็นเครื่องดื่มและสมุนไพรเพื่อดูแลสุขภาพ</p>
<p><a href="http://www.thai-healthcare.com/wp-content/uploads/2011/08/kajeab.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-471" title="kajeab" src="http://www.thai-healthcare.com/wp-content/uploads/2011/08/kajeab.jpg" alt="" width="499" height="333" /></a></p>
<p>ส่วนที่ใช้ของกระเจี๊ยบแดงคนทั่วำปมักเรียกว่าดอกกระเจี๊ยบนั้นแท้จริงแล้วคือส่วนของกลีบเลี้ยงหรือฐานรองดอก ที่อุดมไปด้วย Anthrocyanin เป็นสารที่ทำให้กระเจี๊ยบมีสีแดง และเป็นกลุ่มเดียวกับที่พบในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่แต่ต้องบอกว่าประโยชน์ของกระเจี๊ยบเหนือกว่าหลายเท่าตัวนัก ไม่ว่าจะเป็นมีฤทธิ์ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็ง ป้องกันตับจากการถูกทำลาย ปกป้องไม่ให้หลอดเลือดแข็งตัว รวมถึงการปกป้องโรคหัวใจขาดเลือดได้ น้ำต้มกระเจี๊ยบมีรสเปรี้ยวอุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินเอสูง มีคุณสมบัติที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าขับปัสสาวะ ขับยูริค ป้องกันนิ่วในทางเดินปัสสาวะ และลดความดันโลหิต</p>
<p>โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เริ่มมีอาการความดันโลหิตสูงหรือรับประทานยาลดความดันไม่เกิน 2 ชนิด หากรับประทานกระเจี๊ยบร่วมด้วยก็มีประโยชน์ให้ควบคุมความดันโลหิตสูงได้ดียิ่งขึ้น ช่วยลดระดับไขมันในเลือด ควบคุมน้ำหนักสำหรับคนที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตราฐาน</p>
<p>จากการศึกษาในหนูอ้วนที่ได้รับน้ำต้มกระเจี๊ยบป้อนให้กินต่อเนื่องเป็นเวลา 2 เดือน พบว่าช่วยให้น้ำหนักตัวของหนูลดลงได้ โดยไม่มีผลต่อตับและไต และหากท่านเป็นผู้ที่มีภาวะอ้วนลงพุง หรือ Metabolic syndrome (หมายถึง ผู้ที่มีภาวะดื้อต่ออินซุลิน ภาวะอ้วน รอบลงพุง ซึ่งมักมีระดับน้ำตาลและไขมันใเลือดสูงร่วมด้วย) การรับประทานกระเจี๊ยบจะมีผลดีอย่างมาก โดยผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่าการรับประทานกระเจี๊ยบต่อเนื่องเป็นเวลา 1 เดือน ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง ระดับไขมันในเลือดทั้งคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ LDL ลดลง และยังเพิ่มไขมันชนิดดีคือ HDL ได้ด้วย</p>
<p>วิธีรับประทานก็ใช้กระเจี๊ยบสดหรือแห้ง ราว 5-10 กรัม ต้มกับน้ำประมาน 300 ซีซี อาจใช้วิธีการชงแบบชาหรือต้มรับประทานวันละ 2-3 ครั้ง</p>
<p>เป็นข้อมูลสนับสนุนสำหรับสมุนไพรที่ตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพในโลกยุคดิจิตอล &#8220;กระเจี๊ยบแดง&#8221; อีกทางเลือกเพื่อการมีสุขภาพที่ดีขึ้น</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thai-healthcare.com/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b9%8a%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%87-%e0%b8%84%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%ad/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เมื่อหมอบอกว่า &#8220;คุณเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง&#8221;</title>
		<link>http://www.thai-healthcare.com/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.thai-healthcare.com/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 11 Aug 2011 03:40:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[โรค]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thai-healthcare.com/?p=465</guid>
		<description><![CDATA[&#160; &#160; &#160; &#160; เมื่อหมอบอกว่า &#8220;คุณเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง&#8221; คงเป็นคำพูดที่ไม่มีใครอยากได้ยิน แตาหากต้องเผชิญกับมัน จะทำอย่างไรดี? การที่เราได้รับรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างไม่คาดฝัน โดยธรรมชาติของคนแล้วหากเป็นข่าวร้ายหรือข่าวที่ไม่เป็นมงคล ปฏิกิริยาแรกที่เกิดขึ้น คือ ความรู้สึกต่อต้าน ไม่ยอมรับ ซึ่งจะเป็นอยู่ระยะหนึ่งส่วนจะนานหรือเร็วแค่ไหนขึ้นกับความสามารถในการปรับสภาพจิตใจของแต่ละคน หลังจากนั้นก็เข้าสู่ระยะที่สองคือ การยอมรับ หลายคนยอมรับและตั้งหลักพร้อมจะต่อสู้กับปัญหา แต่หลายคนยอมรับพร้อมกับความหดหู่ ท้อแท้ และสิ้นหวัง อยากจะให้กำลังใจกับคนที่เป็นโรคนี้ว่า หากจะเป็นโรคร้ายแรงสักโรคหนึ่งเช่นโรคมะเร็งแล้วแล่ก็ มะเร็งของต่อมน้ำเหลืองถือเป็นมะเร็งที่มีโอกาสที่จะรักษาให้หายขาดได้ค่อนข้างสูงในอันดับต้นๆ การรักษาไม่ยากลำบากนัก และมีวิธีการรักษาให้เลือกหลากหลาย ดังนั้นอย่าเพิ่งจนมุม วิธีการแก้ไขยังเป็นสิ่งที่ไม่สุดวิสัย ต่อมน้ำเหลืองอยุ่ที่ไหนบ้าง? ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับต่อมน้ำเหลืองก่อน ต่อมน้ำเหลืองเป็นแหล่งที่อยู่ของเม็ดเลือดขาวกลุ่มหนึ่งที่รวมเรียกว่า ลิมโฟไซด์ (lymphocyte) ทำหน้าที่เกี่ยวกับการสร้างภูมิต้านทานของร่างกายเรา ซึ่งโดยปกติแล้วจะมีทั่วร่างกาย ทั้งภายนอก (ลำคอ รักแร้ และขาหนีบ) และภายใน (ในช่องอก และช่องท้อง)อย่างไรก็ตามในภาวะปกติต่อมน้ำเหลืองเหล่านี้จะมีขนาดเล็กมากจนเราไม่สามารถคลำได้ ต่อมน้ำเหลืองอาจโตขึ้นในภาวะต่างๆได้หลายอย่าง เช่น ภาวะติดเชื้อ (มักจะมีไข้)ภาวะภูมิต้านทานผิดปกติ และภาวะเนื้องอกหรือมะเร็ง ซึ่งอาจเป็นมะเร็งของต่อมน้ำเหลืองเอง หรือเป็นมะเร็งจากที่อื่นจากที่อื่นกระจายมาที่ต่อมน้ำเหลือง ดังนั้นหากคุณมีต่อมน้ำเหลืองโตขึ้นสิ่งหนึ่งที่ต้องหาคำตอบก่อนคือ มันโตขึ้นจากสาเหตุใด บางคนก็หาตำตอบได้ง่ายๆ แต่กับบางคนก็ยากมาก อาจถึงกับต้องผ่าตัดใหญ่เพื่อเอาต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ภายในออกมาตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงเพื่อหาแนวทางการรักษาต่อไป &#8230; <a href="http://www.thai-healthcare.com/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87/">Continue reading</a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #666699;"><strong><a href="http://www.thai-healthcare.com/wp-content/uploads/2011/08/art_367856.gif"><img class="aligncenter size-full wp-image-467" title="art_367856" src="http://www.thai-healthcare.com/wp-content/uploads/2011/08/art_367856.gif" alt="" width="416" height="300" /></a><br />
เมื่อหมอบอกว่า &#8220;คุณเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง&#8221;</strong></span></p>
<p><span style="color: #666699;">คงเป็นคำพูดที่ไม่มีใครอยากได้ยิน แตาหากต้องเผชิญกับมัน จะทำอย่างไรดี?</span></p>
<p><span style="color: #666699;">การที่เราได้รับรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างไม่คาดฝัน โดยธรรมชาติของคนแล้วหากเป็นข่าวร้ายหรือข่าวที่ไม่เป็นมงคล ปฏิกิริยาแรกที่เกิดขึ้น คือ ความรู้สึกต่อต้าน ไม่ยอมรับ ซึ่งจะเป็นอยู่ระยะหนึ่งส่วนจะนานหรือเร็วแค่ไหนขึ้นกับความสามารถในการปรับสภาพจิตใจของแต่ละคน หลังจากนั้นก็เข้าสู่ระยะที่สองคือ การยอมรับ หลายคนยอมรับและตั้งหลักพร้อมจะต่อสู้กับปัญหา แต่หลายคนยอมรับพร้อมกับความหดหู่ ท้อแท้ และสิ้นหวัง อยากจะให้กำลังใจกับคนที่เป็นโรคนี้ว่า หากจะเป็นโรคร้ายแรงสักโรคหนึ่งเช่นโรคมะเร็งแล้วแล่ก็ มะเร็งของต่อมน้ำเหลืองถือเป็นมะเร็งที่มีโอกาสที่จะรักษาให้หายขาดได้ค่อนข้างสูงในอันดับต้นๆ การรักษาไม่ยากลำบากนัก และมีวิธีการรักษาให้เลือกหลากหลาย ดังนั้นอย่าเพิ่งจนมุม วิธีการแก้ไขยังเป็นสิ่งที่ไม่สุดวิสัย</span></p>
<p><span style="color: #993300;"><strong>ต่อมน้ำเหลืองอยุ่ที่ไหนบ้าง?</strong></span></p>
<p><span style="color: #993300;">ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับต่อมน้ำเหลืองก่อน ต่อมน้ำเหลืองเป็นแหล่งที่อยู่ของเม็ดเลือดขาวกลุ่มหนึ่งที่รวมเรียกว่า ลิมโฟไซด์ (lymphocyte) ทำหน้าที่เกี่ยวกับการสร้างภูมิต้านทานของร่างกายเรา ซึ่งโดยปกติแล้วจะมีทั่วร่างกาย ทั้งภายนอก (ลำคอ รักแร้ และขาหนีบ) และภายใน (ในช่องอก และช่องท้อง)อย่างไรก็ตามในภาวะปกติต่อมน้ำเหลืองเหล่านี้จะมีขนาดเล็กมากจนเราไม่สามารถคลำได้ ต่อมน้ำเหลืองอาจโตขึ้นในภาวะต่างๆได้หลายอย่าง เช่น ภาวะติดเชื้อ (มักจะมีไข้)ภาวะภูมิต้านทานผิดปกติ และภาวะเนื้องอกหรือมะเร็ง ซึ่งอาจเป็นมะเร็งของต่อมน้ำเหลืองเอง หรือเป็นมะเร็งจากที่อื่นจากที่อื่นกระจายมาที่ต่อมน้ำเหลือง</span></p>
<p><span style="color: #993300;">ดังนั้นหากคุณมีต่อมน้ำเหลืองโตขึ้นสิ่งหนึ่งที่ต้องหาคำตอบก่อนคือ มันโตขึ้นจากสาเหตุใด บางคนก็หาตำตอบได้ง่ายๆ แต่กับบางคนก็ยากมาก อาจถึงกับต้องผ่าตัดใหญ่เพื่อเอาต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ภายในออกมาตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงเพื่อหาแนวทางการรักษาต่อไป ซึ่งโดยทั่วไปแล้วหากจะให้การวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองจะต้องได้ชิ้นเนื้อไปตรวจเสมอ การตรวจบางคนอาจใช้เวลาเพียง 2-3 วัน แต่ในบางคนต้องมีการย้อมพิเศษเพิ่มเติม เนื่องจากมีลักษณะบางอย่างก้ำกึ่งที่จะให้การวินิจฉัย ซึ่งอาจต้องใช้เวลารอผลนานถึง 2 สัปดาห์ เป็นต้น ดังนั้นอยากขอให้ข้อมูลกับเหล่าวัยรุ่นทั้งหลาย บางครั้งสงสัยว่าหมอไปทำอะไรที่ไหนมา ถึงใช้เวลาในการตรวจวินิจฉัยโรคนาน ก็อย่างที่เล่าให้ฟังหากต้องการความมั่นใจแน่นอน มีความผิดพลาดน้อยที่สุดก็ต้องตรวจให้ถี่ถ้วน การที่จะบอกว่าใครสักคนหนึ่งเป็นโรคมะเร็ง ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก การรักษาต่อจากนี้จะไม่ใช้ยาธรรมดาพื้นๆที่ใช้กัน แต่เป็นยาที่มีอำนาจการทำลายล้างสูง และมีผลข้างเคียงมาก เพียงแค่ปลายปากกาไม่กี่ประโยคอาจทำให้แผนการรักษาและเป้าหมายของการรักษาของแพทย์เปลี่ยนไปจากฟ้าเป็นเหวเลยก็ได้ จึงต้องใช้ความรอบคอบพอสมควรครับ</span></p>
<p><span style="color: #993300;">มะเร็งของระบบเลือดถือเป็นมะเร็งที่พบมากในอันดับต้นๆของประเทศไทย โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ก็ถือเป็นมะเร็งอันดับต้นๆ ของมะเร็งทางระบบเลือด จึงพบได้ค่อนข้างบ่อย และจะว่าไปแล้วเท่าที่สังเกตดูมีแนวโน้มว่าจะเป็นในคนที่มีเศรษฐานะยากจนมากกว่าคนที่ร่ำรวย อาจมีหลายปัจจัยเป็นตัวกำหนด เช่น การถูกกระตุ้นจากภาวะติดเชื้อเรื้อรัง เป็นๆหายๆ ตัวอย่างที่พบบ่อยคือ เอ็ป สไตล์ บาร์ ไวรัส (Epstein Barr virus)ซึ่งมีความสัมพันธ์กับมะเร็งต่อมน้ำเหลืองกับมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดหนึ่งที่เรียกว่า เบอร์กิต ลิมฟ์โฟมา (Burkitt&#8217;s lymphoma)ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV virus)พบว่าทำให้มีอุบัติการณ์ของการเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเพิ่มขึ้นเช่นกัน ภาวะทางโภชนาการที่เป็นส่วนเสริมให้ภูมิต้านทานแข็งแรงดีหรือไม่ดี สิ่งแวดล้อมก็มีส่วน เช่น อยู่ในท้องที่มีสภาพแวดล้อมเป็นพิษ มีสารเคมี ยาฆ่าแมลง น้ำมันเบนซิน เป้นต้น นอกจากนี้ลักษณะทางพันธุกรรมก็มีส่วนกำหนดเช่นกัน แม้ว่าจะไม่ทั้งหมด แต่จะเห็นว่าคนที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งชนิดใดชนิดหนึ่งก็จะทำให้คนอื่นๆมีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งสูงขึ้นด้วย</span></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ลักษณะอย่างไร สงสัยว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง</strong></span></p>
<p><span style="color: #008000;">อย่างที่กล่าวในตอนต้นว่าต่อมน้ำเหลืองของคนเราทุกคนโดยปกติแล้วจะมีทั่วตัว แต่จะไม่ใหญ่จนกระทั่งเราสามารถคลำได้ ดังนั้นหากคลำก้อนที่มีลักษณะกลมๆ หรือรีๆ ในตำแหน่งของต่อมน้ำเหลืองเช่น ที่คอ รักแร้ ขาหนีบ ก็ให้สงสัยว่าอาจเป็นต่อมน้ำเหลืองที่โตขึ้นมา ซึ่งต่อมน้ำเหลืองมักจะค่อนข้างนุ่ม เวลากดมักจะรู้สึกเจ็บ หากเป็นเนื้อร้าย ซึ่งเป็นได้ทั้งมีต้นกำเนิดจากต่อมน้ำเหลืองเองหรือจากที่อื่นกระจายมาที่ต่อมน้ำเหลือง พวกนี้มักจะมีลักษณะที่ค่อนข้างแข็ง กดมักจะไม่เจ็บ</span></p>
<p><span style="color: #008000;">วิธีพิสูจน์ว่าเป็นโรคอะไร ทำได้หลายอย่าง เช่น ดูว่ามีอาการบ่งชี้ว่าจะมีการติดเชื้อ ตรวจเลือดบางอย่างที่อาจบ่งชี้ว่าเป็นการติดเชื้อ การให้ยาแก้เสบเพื่อรักษาการติดเชื้อ และดูว่าต่อมน้ำเหลืองยุบหรือไม่ก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง แต่ที่แน่นอนที่สุด คือ การตัดต่อมน้ำเหลืองที่สงสัยมาตรวจดูทางพยาธิวิทยา จะเป็นวิธีการยืนยันการวินิจฉัยได้ดีที่สุด อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะดูหมูแต่บางครั้งก็ไม่หมูอย่างที่คิด  ในบางคนต่อมน้ำเหลืองภายนอกไม่โต แต่ดันไปโตภายใน เช่น ภายในช่องอก หรือภายในช่องท้อง หรือภายในอุ้งเชิงกราน อันนี้ต้องผ่าตัดใหญ่ เข้าไปภายในร่างกายเพื่อตัดเอาต่อมน้ำเหลืองออกมาตรวจ จะว่าคุ้มไหม? ก็ไม่ค่อยคุ้มเท่าไรเพราะทำผ่าตัดใหญ่ ให้รู้เพียงแค่ว่าเป็นโรคอะไร การรักษายังต้องทำอีกยาวไกล แต่หากไม่ทำ ก็ไม่สามารถวินิจฉัยได้ ก็ไม่รู้จะรักษาอย่างไร ดังนั้นหากจำเป็นก็ต้องทำ</span></p>
<p><strong>เมื่อแน่ใจว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองแล้วทำอย่างไร?</strong></p>
<p>เมื่อวินิจฉัยได้แล้ว ขั้นต่อไปต่อไปต้องดูว่าโรคมีการกระจายตัวไปมากน้อยแค่ไหน คือการหาระยะของโรค ซึ่งมีตั้งแต่ 1 ถึง 4 ระยะดังนี้<br />
1.มีต่อมน้ำเหลืองโตเพียงกลุ่มเดียว<br />
2.มีต่อมน้ำเหลืองโตมากกว่าหนึ่งมากกว่าหนึ่งกลุ่มแต่อยู่ข้างเดียวกันของกระบังลม<br />
3.มีต่อมน้ำเหลืองโตทั้งเหนือและใต้กระบังลม<br />
4.มีการกระจายตัวของมะเร็งไปที่อวัยวะอื่น นอกจากต่อมน้ำเหลือง เช่น ไปที่ไขกระดูก หรือตับ เป็นต้น<br />
เราจะทราบได้ว่าอยู่ในระยะไหนก็ด้วยการตรวจดูเม็ดเลือดชนิดต่างๆ การตรวจดูการทำงานของตับและไต เอกซเรย์ปอด ตรวจอัลตราซาวด์ หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ดูในช่องท้องและการตรวจไขกระดูก ทั้งหมดนี้แพทย์จะประมวลข้อมูล และสรุปว่าอยู่ในระยะใดของโรค และต้องทำการตรวจซ้ำอีกครั้งหลังจากที่ให้การรักษาครบแล้ว เพื่อดูว่ายังมีร่องรอยของโรคหลงเหลืออยู่หรือไม่ สามารถหยุดการรักษาได้แล้วหรือยัง</p>
<p><span style="color: #800080;"><strong>การรักษาทำอย่างไร?</strong></span></p>
<p><span style="color: #800080;">ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าแม้ว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเหมือนกัน แต่มิได้หลายชนิด มีทั้งแบบไม่รุนแรง ปานกลางและแบบรุนแรง หรือแม้ว่าจะเป็นต่อมน้ำเหลืองชนิดเดียวกัน ก็ยังอาจจะไม่ได้อยู่ในระยะเดียวกัน เพราะสภาพร่างกายของอวัยวะต่างๆ เช่น ตับ ไต กระทั่งโรคประจำตัวอื่นๆ ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่แตกต่างกันในแต่ละคน และทำให้การตัดสินใจให้การรักษาอาจแตกต่างกันไป แม้ว่าจะมีลักษณะอาการบางอย่างใกล้เคียงกันก็ตาม</span></p>
<p><span style="color: #800080;">หากเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดไม่รุนแรง โดยทั่วไปแล้วในประเทศไทยพบน้อย(พบบ่อยในประเทศแถบตะวันตกมากกว่า) ซึ่งประเภทนี้มักให้การรักษาโดยเคมีบำบัดแบบเบาๆ ใช้ยาไม่มากนัก จึงมีภาวะแทรกซ้อนจากการให้ยาไม่มาก จึงมีภาวะแทรกซ้อนจากการให้ยาไม่มาก ข้อดีของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้คือ ส่วนใหญ่ตอบสนองต่อการรักษาค่อนข้างดี แต่ข้อเสียคือ มักจะกลับเป็นใหม่ได้บ่อย</span></p>
<p><span style="color: #800080;">มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดปานกลาง เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดในประเทศไทย โดยทั้วไปแล้วใช้ยาเคมีบำบัดที่แรงขึ้น ผลข้างเคียงมากขึ้น ตอบสนองต่อการรักษาดี อย่างไรก็ตามจะมีบางคนกลับเป็นใหม่ การรักษาก็เช่นเดียวกันคือ ให้ยาเคมีบำบัดที่แรงขึ้นไปอีกขึ้นหนึ่ง (salvage therapy)หากสามารถเข้าสู่ระยะโรคสงบแล้ว ก็ให้พิจารณาทำการปลูกถ่ายไขกระดูก (ถ้าทำได้&#8230; เนื่องจากมีเงื่อนไขค่อนข้างมาก เช่น อายุอยู่ในช่วงที่เหมาะสม อวัยวะต่างๆ เช่น ปอด ตับ หัวใจ ไต ปกติอีกทั้งค่าใช้จ่ายในการทำสูงเกินครึ่งล้านขึ้นไป)</span></p>
<p><span style="color: #800080;">มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดรุนแรง ชนิดนี้โดยทั่วไปแล้วมีโอกาสที่จะกลับเป็นซ้ำหลังจากโรคสงบแล้วสูงสุด ดังนั้นโดยทั่วไป การรักษาโดยเคมีบำบัดจะให้อย่างชนิดหนักหน่วงตั้งแต่ในช่วงต้นมือ หลังจากโรคสงบเรียบร้อยก็จะทำการปลูกถ่ายไขกระดูกเลย โดยไม่รอให้โรคกลับเป็นซ้ำ</span></p>
<p><strong>หลังได้รับยาเคมีบำบัดแล้วควรทำอย่างไร?</strong></p>
<p>ยาเคมีบำบัดจะมีผลทำให้ร่างกายอ่อนแอ ติดเชื้อง่าย จากขบวนการ 2 อย่างคือ มียาบางตัวกดภูมิต้านทาน เช่น สเตียรอยด์ และมียาบางตัวทำให้เม็ดเลือดขาวซึ่งทำหน้าที่ในการทำลายเชื้อโรคต่ำลง ทั้งสองภาวะทำให้ร่างกายพร้อมที่จะรับเชื้อโรคต่างๆ ง่ายขึ้นซึ่งในร่างกายของเราปกติจะมีเชื้อโรคอยู่มากมาย เช่น ในทางเดินอาหาร ภายในปาก ลำไส้ ทางเดินหายใจ จมูก หลอดลม ทางเดินปัสสาวะ ดังนั้นส่วนหนึ่งของการติดเชื้อเกิดจากการ เชื้อโรคที่อยู่ในร่างกายของคนนั้นเอง ซึ่งยากที่จะป้องกันในอีกส่วนหนึ่งจะเกิดจากการติดเชื้อจากภายนอกร่างกาย จากอาหารที่รับประทานเข้าไป จากอากาศที่หายใจ หรือจากบาดแผลบริเวณผิวหนัง ดังนั้นข้อแนะนำในการปฏิบัติตัวสำหรับคนที่ได้รับยาเคมีบำบัด และภูมิต้านทานร่างกายลดลง ควรจะต้องดูแลเรื่องความสะอาด สุขอนามัยในทุกด้าน ไม่ควรจะเข้าใกล้คนที่ไม่สบาย ไอ จาม หรือเป็นไข้ อาหารการกินควจจะต้องสุก ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนแล้ว ควรหลีกเลี่ยงอาหารทะเลโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กุ้ง ปู หอย (เนื่องจากเป็นแหล่งเชื้อโรค คนธรรมดา หากรับประทานเข้าไปบ่อยครั้งยังเกิดท้องเสียได้) ผักสดไม่ควรรับประทานต้องทำให้สุกก่อนด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง อาจเป็นต้มหรือผัด ผลไม้หากจะรับประทานทันที ไม่เก็บไว้เป็นเวลานาน เนื่องจากทำให้มีความเสี่ยงในการติดเชื้อมากขึ้น</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>เราสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้หรือไม่?</strong></span></p>
<p><span style="color: #008000;">อย่างที่ทราบโดยทั่วไปว่าการเกิดมะเร็งนั้นส่วนใหญ่ไม่สามารถพบปัจจัยเสี่ยงที่แน่ชัดได้ แต่ในส่วนน้อยก็สามารถค้นหาความเสี่ยงได้จึงพอมีแนวทางป้องกันดังนี้</span></p>
<p><span style="color: #008000;">-พยายามรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง หากมีอาการเจ็บป่วยเป็นไข้ไม่สบาย ควรรีบรักษาให้หายโดยเร็ว การที่ปล่อยให้มีอาการเรื้อรัง เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคที่ร้ายแรงอื่นๆ ตามมา</span><br />
<span style="color: #008000;">-รับประทานอาหารให้ครบหมู่ สารอาหารบางอย่างสามารถบางอย่างสามารถกระตุ้นภูมิต้านทานของร่างกายได้ เช่น สารในพืชตะกูลถั่ว อย่างไรก็ตามการรับประทานให้ครบทุกอย่างจะช่วยทำให้ร่างกายมีความสมบูรณ์ในทุกๆด้านของโภชนาการ</span><br />
<span style="color: #008000;">-ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ มีส่วนช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง ทนทานต่อการติดเชื้อ ห่างไกลจากภาวะติดเชื้อเรื้อรัง</span><br />
<span style="color: #008000;">-หลีกเลี่ยงจากสารต่างๆ ที่มีความเสี่ยงในการก่อมะเร็ง เช่น สารเคมี ยาฆ่าแมลง สารไฮโดรคาร์บอนต่างๆ เช่น น้ำมันเบนซิน</span><br />
<span style="color: #008000;">-หากมีประวัติในครอบครัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนใกล้ชิดเป็นมะเร็ง ควรมีการตรวจเช็คร่างกายในระบบที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thai-healthcare.com/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ว่าด้วยเรื่องของช็อคโกแลต</title>
		<link>http://www.thai-healthcare.com/%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://www.thai-healthcare.com/%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 02 Feb 2011 08:43:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารและยา]]></category>
		<category><![CDATA[ช็อคโกแลต]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thai-healthcare.com/?p=419</guid>
		<description><![CDATA[ช็อคโกแลตถือเป็นขนมที่มีรสชาติหอมหวานน่ารับประทาน น้อยคนนักที่จะบอกว่าไม่ชอบทานช็อคโกแลตแล้วทราบมั้ยคะว่าช็อกโกแลตที่เป็นขนมที่ชื่นชอบของคนจำนวนมากเนี่ยะมีสาร Methylxanthines ที่จะช่วยกระตุ้นต่อมประสาททำให้คุณอารมณ์ดีมีความสุข ดังนั้นเวลาที่เราได้รับประทานช็อคโกแลตจึงทำให้เรารู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก นี่อาจเป็นหนึ่งเหตุผลที่คนนิยมมอบช็อคโกแลตให้แก่กันในวันวาเลนไทน์ เพราะอยากให้คนที่ได้รับมีความสุขนั่นเอง เขาว่ากันว่าช็ฮคโกแลต ที่อร่อยที่สุดในโลก จะต้องเป็นช็อคโกแลตของประเทศเบลเยียม เขาแนะนำว่าเวลาไปร้านขายช็อคโกแลต หากช็อคโกแลตทำท่าจะละลายในมือถือว่าเป็น ช็อคโกแลตที่ดีนะคะ เพราะแสดงว่ามีเนยโกโก้ผสมอยู่ในปริมาณสูงโดยอาจสังเกตจากชิ้นที่มีผิวมันเรียบก็ได้คะ แต่ถ้าลองชิมก็อยากเลือกที่กัดแล้วร่วงกราวเป็นเศษเล็กเศษน้อยหรือนิ่มเหลว ชนิดของช็อคโกแลต มีอยู่ 3 ชนิดคือ +ช็อกโกแลต (Dark Chocolate) +ช็อกโกแลตขาว (White Chocolate) +ช็อกโกแลตรสนม (Milk Chocolate) ช็อคโกแลตขาวจะมีส่วนผสมเหมือนช็อกโกแลตแต่ใช้เนยโกโก้เควอร์ จึงทำให้ช็อกโกแลตมีลักษณะเป็นสีขาวและมีรสหวานมากในขณะที่ช็อกโกแลตนมจะลดปริมาณโกโก้ลิเคอร์ และเติมนมผงเข้ามาแทน ขอยกตัวอย่างชื่อเรียกของช็อคโกแลตที่แตกต่างกันด้วยส่วนผสม และแตกต่างความอร่อยให้เห็นชัดๆนะคะ Chocolate Liquor เป็นผลผลิตจากเมล็ดโกโก้นำมาบดละเอียด แล้วนำมาคั้นเอาแต่น้ำ เจ้าน้ำช็อคโกแลตนี้สามารถ ทำให้เย็นและทำให้แข็งตัวโดยใส่พิมพ์ไว้ แต่ช็อกโกแลตที่ได้เป็นชนิดที่ ไม่หวานน้ำช็อกโกแลตนี้จะมีส่วนผสมของโกโก้บัทเตอร์ประมาน 53% Semi-Sweet (แบบหวานน้อย) ช็อกโกแลตชนิดนี้อยู่ในรูปของเหลวแล้วเพิ่มความหวานและใส่ cocoa butter ลงไปด้วย สีของช็อกโกแลตชนิดนี้สีจะเข้ม ตามมาตราฐานของสหรัฐ จะมีส่วนผสมของน้ำช็อกโกแลตประมาณ 35% และมีไขมันประมาณ 27% Milk &#8230; <a href="http://www.thai-healthcare.com/%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%81/">Continue reading</a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.thai-healthcare.com/wp-content/uploads/2011/02/42-27098924.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-421" title="Saucepan of melted chocolate" src="http://www.thai-healthcare.com/wp-content/uploads/2011/02/42-27098924-300x199.jpg" alt="" width="300" height="199" /></a></p>
<p><strong>ช็อคโกแลต</strong>ถือเป็นขนมที่มีรสชาติหอมหวานน่ารับประทาน น้อยคนนักที่จะบอกว่าไม่ชอบทานช็อคโกแลตแล้วทราบมั้ยคะว่าช็อกโกแลตที่เป็นขนมที่ชื่นชอบของคนจำนวนมากเนี่ยะมีสาร Methylxanthines ที่จะช่วยกระตุ้นต่อมประสาททำให้คุณอารมณ์ดีมีความสุข<span id="more-419"></span></p>
<p>ดังนั้นเวลาที่เราได้รับประทาน<strong>ช็อคโกแลต</strong>จึงทำให้เรารู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก นี่อาจเป็นหนึ่งเหตุผลที่คนนิยมมอบช็อคโกแลตให้แก่กันในวันวาเลนไทน์ เพราะอยากให้คนที่ได้รับมีความสุขนั่นเอง</p>
<p>เขาว่ากันว่าช็ฮคโกแลต ที่อร่อยที่สุดในโลก จะต้องเป็นช็อคโกแลตของประเทศเบลเยียม เขาแนะนำว่าเวลาไปร้านขายช็อคโกแลต หากช็อคโกแลตทำท่าจะละลายในมือถือว่าเป็น ช็อคโกแลตที่ดีนะคะ เพราะแสดงว่ามีเนยโกโก้ผสมอยู่ในปริมาณสูงโดยอาจสังเกตจากชิ้นที่มีผิวมันเรียบก็ได้คะ แต่ถ้าลองชิมก็อยากเลือกที่กัดแล้วร่วงกราวเป็นเศษเล็กเศษน้อยหรือนิ่มเหลว</p>
<p>ชนิดของช็อคโกแลต มีอยู่ 3 ชนิดคือ<br />
+ช็อกโกแลต (Dark Chocolate)<br />
+ช็อกโกแลตขาว (White Chocolate)<br />
+ช็อกโกแลตรสนม (Milk Chocolate)</p>
<p>ช็อคโกแลตขาวจะมีส่วนผสมเหมือนช็อกโกแลตแต่ใช้เนยโกโก้เควอร์ จึงทำให้ช็อกโกแลตมีลักษณะเป็นสีขาวและมีรสหวานมากในขณะที่ช็อกโกแลตนมจะลดปริมาณโกโก้ลิเคอร์ และเติมนมผงเข้ามาแทน ขอยกตัวอย่างชื่อเรียกของช็อคโกแลตที่แตกต่างกันด้วยส่วนผสม และแตกต่างความอร่อยให้เห็นชัดๆนะคะ</p>
<p>Chocolate Liquor เป็นผลผลิตจากเมล็ดโกโก้นำมาบดละเอียด แล้วนำมาคั้นเอาแต่น้ำ เจ้าน้ำช็อคโกแลตนี้สามารถ ทำให้เย็นและทำให้แข็งตัวโดยใส่พิมพ์ไว้ แต่ช็อกโกแลตที่ได้เป็นชนิดที่ ไม่หวานน้ำช็อกโกแลตนี้จะมีส่วนผสมของโกโก้บัทเตอร์ประมาน 53%</p>
<p><strong>Semi-Sweet (แบบหวานน้อย)</strong> ช็อกโกแลตชนิดนี้อยู่ในรูปของเหลวแล้วเพิ่มความหวานและใส่ cocoa butter ลงไปด้วย สีของช็อกโกแลตชนิดนี้สีจะเข้ม ตามมาตราฐานของสหรัฐ จะมีส่วนผสมของน้ำช็อกโกแลตประมาณ 35% และมีไขมันประมาณ 27%</p>
<p><strong>Milk Chocolate (ช็อกโกแลตนม)</strong> ช็อกโกแลตชนิดนี้มีส่วนผสมของ cocoa butter, นม และยังเพิ่มความหวานและรสชาติลงไปด้วย ช็อกโกแลตนมนี้ใช้สำหรับงานแต่งหน้าขนมได้เป็นอย่างดี ช็อกโกแลตนมนี้ใช้สำหรับแต่งหน้าขนมได้เป็นอย่างดี ช็อกโกแลตนมที่ทำในประเทศสหรัฐฯ ต้องประกอบด้วยน้ำช็อกโกแลตอย่างน้อย 15% ช็อกโกแลตชนิดนี้ใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำขนมและตกแต่งขนม และยังมีไขมันเท่าๆกับช็อกโกแลตแบบหวานน้อย</p>
<p><strong>White Chocolate</strong> ช็อกโกแลตชนิดนี้มีส่วนผสมของ cocoa butter แต่ไม่มีโกโก้ที่อยู่ในรูปของไขมัน แต่จะประกอบไปด้วยน้ำตาล ,cocoabutter นมสด และใส่กลิ่นวานิลาลงไปด้วย White chocolate นี้จะแตกหักง่าย หากเป็นของปลอมจำทำมาจากน้ำมันพืชมากกว่า cocoa butter</p>
<p><strong>Liquid Chocolate</strong> เป็นช็อกโกแลตที่ไม่หวานส่วนใหญ่จะบรรจุขายเป็นขวด ๆ ละออนซ์ และเนื่องจากมันไม่ละลาย จึงสะดวกในการใช้มาก โดยพัฒนาขึ้นมาสำหรับใช้ทำขนมอบ อย่างไรก็ดีเนื่องจากมีส่วนผสมของน้ำมันพืชมากกว่า cocoa butter ซึ่งเนื้อช็อกโกแลตจะแตกต่างกัน ปกติแล้วช็อกโกแลตจะแตกต่างกัน ปกติแล้วช็อกโกแลตชนิดนี้จะมีรสไม่หวาน</p>
<p><strong>Couverture</strong> ช็อกโกแลตชนิดนี้เป็นชนิดที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวคือเป็นมันเงา โดยปกติจะมีส่วนผสมของ cocoa butter อย่างน้อยที่สุด 32% ทำให้มันสามารถคงตัวอยู่ในรูปของไขได้ดีกว่าชนิดเคลือบอยู่ภายนอกผลไม้หรือหุ้มไส้ช็อกโกแลตอยู่</p>
<p><strong>Ganache</strong> ช็อกโกแลตชนิดนี้จะมีลักษณะข้นมากนิยมนำไปทำเค้กช็อกโกแลต Ganache ทำโดยการหั่นช็อกโกแลต และใส่วิปปิ้งลงไปตีในครีมร้อนๆผสมกันจนช็อกโกแลตละลายและส่วนผสมข้นและแข็งขึ้น</p>
<p><strong>Confectionery Coating</strong> (เคลือบลูกกวาด)เป็นช็อคโกแลตที่ไว้เคลือบลูกกวาด โดยนำไปผสมกับน้ำตาล นมผง น้ำมันพืช และสารปรุงแต่งรสชาติต่างๆมีสีสันหลากหลายของ cocoa butter เหมือนชนิดอื่นๆจึงแยกออกมาเป็นอีกประเภทหนึ่งได้</p>
<p>นอกจากนี้แล้วช็อกโกแลตเป็นขนมที่มีคุณค่าโภชนาการค่อนข้างสูง นอกจากจะให้พลังงาน จากคาร์โบไฮเดรตและไขมันแล้ว ยังมีวิตามิน เอ ดี เค และธาตุเหล็ก ค่อนข้างสูงแต่ยังไง การรับประทานช็อกโกแลต ควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะคะ<!-- pingbacker_start --><br />
<h4>Related Blogs</h4>
<ul class='pc_pingback'></ul>
<p><!-- pingbacker_end --></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thai-healthcare.com/%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แฮงโอเวอร์ต้องเจอกล้วย</title>
		<link>http://www.thai-healthcare.com/%e0%b9%81%e0%b8%ae%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2/</link>
		<comments>http://www.thai-healthcare.com/%e0%b9%81%e0%b8%ae%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 30 Jan 2011 12:45:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ผักและผลไม้]]></category>
		<category><![CDATA[กล้วย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thai-healthcare.com/?p=238</guid>
		<description><![CDATA[อาการเมาค้างหรือแฮงโอเวอร์สามารถทุเลาเบาบางลงได้ด้วยการรับประทานกล้วยสัก 2-3 ผล รับประทานช้า สักครู่คุณจะรู้สึกดีขึ้นและมีเรี่ยวแรงขึ้นอีกด้วยนอกจากช่วยขจัดพิษเหล้า แก้อาการเมาค้างได้แล้ว การรับประทานกล้วยยังช่วยบำบัดรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ช่วยรักษาอาหารท้องผูก ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานดี ขับถ่ายสะดวก แม้แต่อาการไอ หอบหืด และริดสีดวงทวาร กล้วยก็ฌป็นเหมือนตัวยาที่ช่วยรักษาเยียวยาได้เป็นอย่างดี]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>อาการเมาค้างหรือแฮงโอเวอร์สามารถทุเลาเบาบางลงได้ด้วยการรับประทานกล้วยสัก 2-3 ผล</p>
<p><a href="http://www.thai-healthcare.com/wp-content/uploads/2010/09/42-21047967.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-239" title="42-21047967" src="http://www.thai-healthcare.com/wp-content/uploads/2010/09/42-21047967.jpg" alt="" width="500" height="395" /></a></p>
<p>รับประทานช้า สักครู่คุณจะรู้สึกดีขึ้นและมีเรี่ยวแรงขึ้นอีกด้วยนอกจากช่วยขจัดพิษเหล้า แก้อาการเมาค้างได้แล้ว การรับประทานกล้วยยังช่วยบำบัดรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ช่วยรักษาอาหารท้องผูก ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานดี ขับถ่ายสะดวก แม้แต่อาการไอ หอบหืด และริดสีดวงทวาร กล้วยก็ฌป็นเหมือนตัวยาที่ช่วยรักษาเยียวยาได้เป็นอย่างดี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thai-healthcare.com/%e0%b9%81%e0%b8%ae%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคข้อขากรรไกรอักเสบ (กรามอักเสบ)</title>
		<link>http://www.thai-healthcare.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%9a-%e0%b8%81%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://www.thai-healthcare.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%9a-%e0%b8%81%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 30 Jan 2011 12:45:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[กระดูกและข้อ]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อขากรรไกรอักเสบ]]></category>
		<category><![CDATA[ปวดกราม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thai-healthcare.com/?p=120</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อไม่นานมานี้ มีหญิงกลางคนร่างท้วม ฝีปากกล้าผู้ตกเป็นจำเลย ในคดีหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตรย์ ราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว โดยระบุเหตุตามคำร้องว่า จำเลยมีอาการป่วยอย่างรุนแรง เป็นโรคข้อขากรรไกรอักเสบเรื้อรัง และปัจจุบันมีอาการกำเริบหนัก ทำให้ขากรรไำกรของจำเลยติดกันจนไม่สามารถอ้าปากได้ ไม่สามารถใช้ปากได้อย่างปกติ อาการเจ็บป่วยดัีงกล่าวทำให้จำเลยได้รับความลำบากในการดำรงชีวิตประจำวัน คำร้องระบุว่า จากสาเหตุดังกล่าวจึงเห็นได้ชัดว่า อาการเจ็บป่วยของจำเลยทำให้ไม่สามารถไปกระทำความผิดซ้ำได้อีก จึงยื่นคำร้องต่อศาลขอปล่อยตัวชั่วคราวเพื่อไปรักษาตัว แต่ปรากฏว่า ศาลอาญามีคำสั่งให้ยกคำร้องดังกล่าว ศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยคนนั้น โรคข้อขากรรไกรอักเสบ (ปวดกราม) เรื้อรังคืออะไร เรามาทำความรู้จักกับโรคข้อขากรรไกรอักเสบ (ปวดกราม) กันหน่อยดีกว่า โรคข้อขากรรไกรอักเสบเรื้อรัง (ปวดกราม) เกิดจากการอักเสบบริเวณข้อกระดูกขากรรไกร ซึ่งอยู่หน้ารูหูทั้งสองข้าง ลองนำมือทาบบริเวณหน้าใบหูทั้ง 2 ข้าง อ้าปากหุบปาก จะรู้สึกว่ามีการเคลื่อนตัวของข้อต่อกระดูกขากรรไกรทั้ง 2 ข้าง บริเวณนี้จะประกอบด้วยเส้นเอ็น, กระดูกอ่อน, กล้ามเนื้อ, เส้นประสาท, เส้นเลือด, หมอนกระดูก, และเนื้อเยื่ออื่นๆ ซึ่งกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่ออ่อนๆ เหล่านี้แหละ เมื่อเกิดแรงกระแทกอันเนื่องมาจากการกัีดเน้นฟัน หรือการนอนกัดฟันด้วยแรงบดเคี้ยวมหาศาลบ่อยๆ จนกลายเป็นนิสัย &#8230; <a href="http://www.thai-healthcare.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%9a-%e0%b8%81%e0%b8%a3/">Continue reading</a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อไม่นานมานี้ มีหญิงกลางคนร่างท้วม ฝีปากกล้าผู้ตกเป็นจำเลย ในคดีหมิ่นประมาท ดูหมิ่น</p>
<p>หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตรย์ ราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว โดยระบุเหตุตามคำร้องว่า จำเลยมีอาการป่วยอย่างรุนแรง เป็น<strong>โรคข้อขากรรไกรอักเสบเรื้อรัง</strong> และปัจจุบันมีอาการกำเริบหนัก ทำให้<strong>ขากรรไำกร</strong>ของจำเลยติดกันจน<strong>ไม่สามารถอ้าปาก</strong>ได้ ไม่สามารถใช้ปากได้อย่างปกติ อาการเจ็บป่วยดัีงกล่าวทำให้จำเลยได้รับความลำบากในการดำรงชีวิตประจำวัน คำร้องระบุว่า จากสาเหตุดังกล่าวจึงเห็นได้ชัดว่า อาการเจ็บป่วยของจำเลยทำให้ไม่สามารถไปกระทำความผิดซ้ำได้อีก จึงยื่นคำร้องต่อศาลขอปล่อยตัวชั่วคราวเพื่อไปรักษาตัว แต่ปรากฏว่า ศาลอาญามีคำสั่งให้ยกคำร้องดังกล่าว ศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยคนนั้น</p>
<p><strong>โรคข้อขากรรไกรอักเสบ (ปวดกราม) เรื้อรังคืออะไร</strong></p>
<p>เรามาทำความรู้จักกับ<strong>โรคข้อขากรรไกรอักเสบ</strong> (<strong>ปวดกราม</strong>) กันหน่อยดีกว่า</p>
<p><strong>โรคข้อขากรรไกรอักเสบเรื้อรัง</strong> (<strong>ปวดกราม</strong>) เกิดจากการอักเสบบริเวณข้อ<strong>กระดูกขากรรไกร</strong> ซึ่งอยู่หน้ารูหูทั้งสองข้าง ลองนำมือทาบบริเวณหน้าใบหูทั้ง 2 ข้าง อ้าปากหุบปาก จะรู้สึกว่ามีการเคลื่อนตัวของข้อต่อกระดูกขากรรไกรทั้ง 2 ข้าง</p>
<p>บริเวณนี้จะประกอบด้วย<strong>เส้นเอ็น</strong>, <strong>กระดูกอ่อน</strong>, <strong>กล้ามเนื้อ</strong>, <strong>เส้นประสาท</strong>, <strong>เส้นเลือด</strong>, <strong>หมอนกระดูก</strong>, และเนื้อเยื่ออื่นๆ ซึ่งกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่ออ่อนๆ เหล่านี้แหละ เมื่อเกิดแรงกระแทกอันเนื่องมาจากการ<strong>กัีดเน้นฟัน</strong> หรือการ<strong>นอนกัดฟัน</strong>ด้วยแรงบดเคี้ยวมหาศาลบ่อยๆ จนกลายเป็นนิสัย อาจส่งผลให้เกิดการอักเสบมากจนเป็นเหตุให้อ้าปากไม่ขึ้นได้</p>
<p>การอักเสบบริเวณ<strong>ข้อต่อขากรรไกร</strong>นี้ ที่พบเห็นบ่อยก็เนื่องมาจากคนไข้มีนิสัย<strong>นอนกัดฟัน</strong> หรือมีนิสัยกัดเน้นฟันเป็นประจำตามที่ได้กล่าวมาแล้ว</p>
<p><strong>ความประพฤติที่เคยชิน (นิสัยที่ไม่ดี)</strong></p>
<p>การ<strong>นอนกัดฟัน</strong>หรือการพูด<strong>กัดเน้นฟัน</strong> ไม่ถือเป็นโรค แต่เป็นลักษณะนิสัยไม่ดีอันก่อให้เกิดโรคได้</p>
<p>ที่ก่อให้เกิดโรคได้เพราะเวลาเรานอนหลับไม่รู้ตัว เราไม่สามารถควบคุมแรงกัดฟันดังกร๊อดๆๆ อันมหาศาลได้ ซึ่งแรงบดเคี้ยวเหล่านี้จะกระทบกระเทือนไปยัง<strong>ข้อต่อขากรรไกร</strong> และกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า ทำให้อักเสบเจ็บปวดรวดร้าวระบมบวมไปหมด ถ้ามีอาการอักเสบมากๆ ก็ทำให้<strong>อ้าปากไม่ขึ้น</strong>และเกิดฟันสึก<strong>เสียวฟัน</strong>ตามมาได้อีกด้วย</p>
<p><strong>วิธีรัึกษาโรคข้อขากรรไกรอักเสบ (ปวดกราม)</strong></p>
<p><strong>ทันตแพทย์</strong>บางท่านอาจแนะนำให้ รักษาโดยวิธีการ<strong>ผ่าตัด</strong> ซึ่งมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ต้องดำเนินการโดยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจริงๆ จึงจะปลอดภัยกว่า ส่วนผลการรักษานั้นต้องพิจารณาหลายปัจจัยควบคู่กันไปค่ะ แต่โดยส่วนใหญ่ทันตแพทย์ทั่วๆไปจะให้คนไข้บรรเทาอาการปวดและบรรเทาอาการ เกร็งของกล้ามเนื้อ โดยรับประทานยาแก้ปวดต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น <strong>Nurofen</strong> ร่วมกับ<strong>ยาคลายกล้ามเนื้อ</strong>แล้วประคบด้วยผ้าชุบน้ำอุ่นๆ บริเวณที่ปวด</p>
<p>เมื่ออาการอักเสบลดน้อยลง อ้าปากได้พอสมควร คนไข้ไม่เจ็บมากแล้ว จึงพิมพ์ปากคนไข้เพื่อทำ &#8220;<strong>เฝือกฟัน</strong>หรือ <strong>splint</strong> หรือ <strong>night guard</strong>&#8221; ใช้ใส่เพื่อบรรเทาอาการปวดและลดการอักเสบ ไม่ให้กำเริบขึ้นมาปวดหนักๆอีก ระหว่างนั้นก็จะรับประทานอาหารไม่สะดวก ต้องรับประทานอาหารนิ่ม อาหารเหลว แล้ววางแผนการรักษาต่อไป</p>
<p><strong>เฝือกฟัน หรือ </strong><strong>Splint หรือ Night Guard</strong></p>
<p>จะใช้ใส่ตอนกลางคืนเพื่อช่วยลดแรง<strong>กัดฟัน</strong>ยามที่ไม่รู้ ตัว เช่น ขณะกำลังนอนหลับในเวลากลางคืนแต่ไม่ถือเป็นการรักษาให้หายขาด เป็นเพียงแต่ช่วยลดและกระจายแรงบดเคี้ยวที่จะส่งผลกระแทกอย่างรุนแรงไปยัง กล้ามเนื้อบริเวณข้อต่อขากรรไกรเท่านั้น เมื่อแรงกัดกระแทกที่ผิดปกติลดน้อยลง อักเสบน้อยลง อาการปวดขากรรไกรก็น้อยลงด้วย ในคนไข้บางรายที่ปวดมากๆ อาจต้องฉีดสเปรย์คลายกล้ามเนื้อเหมือนกับที่นักกีฬาใช้ เพื่อบรรเทาปวดกันเชียว</p>
<p><strong>โรคข้อขากรรไกรอักเสบเรื้อรัง</strong> (<strong>ปวดกราม</strong>) เป็นโรคที่ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากนิสัยส่วนตัุว ความเคยชิน เช่น มีนิสัยกัดฟัน หรือ เกิดจากสภาพจิตใจที่ผิดปกติ เช่น มีความเครียดมาก จึงรักษาให้หายขาดยาก ส่วนมากทันตแพทย์จะแนะนำให้ลดความเครียดภายในจิตใจ ผ่อนคลายความตึงเครียดลง ซึ่งอาจช่วยลดการ<strong>กัดฟัน</strong>ได้บ้างนะคะ</p>
<p>ย้อนกลับมาคุยถึงหญิงปากกล้าคนนั้น ในกรณีที่ศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวเพื่อรักษาอาการของโรคนั้น ก็เป็นเรื่องที่ฟังได้ เพราะแม้ปล่อยตัวออกมารักษาอย่างไรก็ไม่หาย โรคเฉพาะตัวของหญิงปากกล้าคนนี้ นอกจากจะเป็นการอักเสบบริเวณข้อต่อขากรรไกรเนื่องจากการกัดเน้นฟันตลอดเวลา แม้ในขณะพูดในชีวิตประจำวันแล้ว ยังอาจจะเกิดจากเหตุที่เธอทำกรรมหนักด้วยกาย วาจาใจ หลายครั้ง จะหนีอย่างไร ก็หนีกฎแห่งกรรมไปไม่พ้นค่ะ เมื่อจิตใจกำลังทุกข์มาก จิตใจมีความเครียดก็ส่งผลต่อร่างกายให้เครียดตาม ด้วยมีกรรมหนักประจำใจจึงเหนี่ยวนำให้ยิ่งกัดฟันหนักขึ้นอีก โดยไม่ร้ตัว ทั้งยามหลับ ยามตื่น ทำให้อ้าปากไม่ได้ กินไม่ได้ พูดจาไม่ได้ เจ็บปวดแสนสาหัส ดุจดั่งตกนรกทั้งเป็น ฉะนั้นนอกจากการใส่<strong>เฝือกฟัน</strong> (<strong>Splint</strong> หรือ <strong>Nigh Guard</strong>) เพื่อบรรเทาอาการปวดทรมานแล้วคงต้องแก้กรรมนี้ด้วยการรักษากาย วาจา ใจ ให้สะอาดบริสุทธิ์ สำนึกผิด ตั้งจิตอธิษฐานขอพระราชทานอภัยโทษ ตั้งตนให้อยู่ในศีลในธรรม สวดมนต์ภาวนาทำสมาธิถวายเป็นพระราชกุศล เมื่อได้ทำบุญรักษาศีลและเจริญภาวนาแล้ว อาการอ้าปากไม่ขึ้น พูดไม่ได้ ปวดกระดูขากรรไกร น่าจะหายดีขึ้นเป็นลำดับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thai-healthcare.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%9a-%e0%b8%81%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

<!-- Performance optimized by W3 Total Cache. Learn more: http://www.w3-edge.com/wordpress-plugins/

Page Caching using apc

Served from: www.thai-healthcare.com @ 2012-02-05 23:47:27 -->
